ครบทุกเรื่องราวเกี่ยวกับ “BEER”

0

beer-2

สวัสดีครับ พี่น้องและเพื่อนๆ ทุกท่านที่ติดตาม EF SOCIETY ครับ หัวข้อที่เราจะมาคุยกันในวันนี้ เชื่อได้เลยว่าเพื่อนๆ ชาววิศวกรหลายท่านคงอยากรู้แน่ๆ เพราะเนื้อหานี้จะว่าด้วยเรื่องของ “เบียร์” มาดูกันว่าเบียร์นั้นมีกี่ชนิด เบียร์นั้นทำกันอย่างไร และมี Application อะไรเจ๋งๆ และน่าสนใจบ้าง ไปติดตามกันได้เลยครับ

beer-4

เบียร์จำแนกออกได้หลายชนิดตามลักษณะการหมัก คือ จำแนกตามชนิดของเชื้อยีสต์ที่ใช้ในการหมัก ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. การหมักโดยใช้ยีสต์ที่ลอยตัวอยู่เหนือผิวน้ำเบียร์เมื่อเสร็จสิ้นการหมัก เรียกยีสต์ชนิดนี้ว่า ท็อปยีสต์ (Top yeast) เบียร์ที่ได้จากการหมักโดยใช้ยีสต์ประเภทนี้เป็นพวกวีทเบียร์, ไวท์เบียร์, อัลท์เบียร์, เคิลช์, เอล, พอร์ทเทอร์และสเตาท์
  2. การหมักเบียร์โดยใช้ยีสต์ที่จมลงสู่ก้นถังหมักเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการหมัก เรียกยีสต์ชนิดนี้ว่า บ็อททอมยีสต์ (Bottom yeast) เบียร์ที่ได้จากการหมักโดยใช้ยีสต์ประเภทนี้เป็นพวกลาเกอร์เบียร์, พิลเซ่นเบียร์, เบียร์ดำ, บ๊อคเบียร์, ไอซ์เบียร์, เบียร์ที่ปราศจากแอลกอฮอล์, ไดเอ็ทเบียร์

กระบวนการการผลิตเบียร์

beer-7

1. ขั้นการเตรียมวัตถุดิบ

โดยวัตถุดิบหลักๆ ในการผลิตเบียร์มี 4 อย่าง ดังนี้

  1. น้ำ: ต้องผ่านกระบวนการปรับสภาพและทำให้เป็นน้ำบริสุทธิ์ เพื่อคุณภาพเบียร์ที่ดีที่สุด
  2. ข้าวมอลต์ (Malts): ได้มาจากข้าวบาร์เลย์ซึ่งเป็นธัญพืชที่นิยมปลูกในประเทศที่มีภูมิอากาศเย็นจะถูกนำมาเก็บไว้ในไซโลและต้องผ่านการกำจัดสิ่งเจือปนก่อนเข้าเครื่องโม่เพื่อบดให้ข้าวมอลต์แตกเป็นผง
  3. ฮอพส์ (Hops): ฮอพล์เป็นดอกไม้ที่มีรสขมและหอม มีคุณสมบัติเป็นยารักษาโรคหลายชนิด การนำดอกฮอพส์มาผสมในเบียร์อังกฤษเป็นชาติแรกคุณสมบัติพิเศษของฮอพส์คือทำให้เกิดกลิ่นหอมอันเย้ายวนในน้ำเบียร์และขมลึกๆ
  4. ยีสต์ (Yeast): เป็นจุลินทรีย์ประเภท “รา” ที่สามารถใช้น้ำตาลจากมอลต์เป็นอาหารเพื่อการเจริญเติบโตและเพิ่มประชากร เกิดการเปลี่ยนน้ำตาลไปเป็นแอลกอฮอล์และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเรียกว่า “การหมัก”

2. ขั้นตอนการผสมและการหมัก

การผลิตเบียร์เริ่มจากการนำข้าวมอลต์ที่ผ่านการโม่หรือบดให้เมล็ดแตกเป็นผงพร้อมทั้งใส่น้ำผสมลงไปในถังผสมต่างๆ ที่ใช้ในการผลิตเบียร์ เมื่อผสมข้าวและน้ำลงไปในถังผสมแล้วจึงให้ความร้อนที่เหมาะสมเพื่อให้เอมไซม์ที่อยู่ในข้าวมอลต์เปลี่ยนแป้งไปเป็นน้ำตาลมอลโตส (Maltose) หลังจากนั้นจึงแยกเอาของเหลวออกจากกากข้าว ของเหลวดังกล่าวเรียกว่า เวิร์ท (Wort) ซึ่งจะมีความหวานของน้ำตาลมอลโตสอยู่

จากนั้นจึงต้มเวิร์ทให้เดือดพร้อมทั้งใส่ดอกฮอพส์เมื่อต้มเวิร์ทจนได้ที่แล้วจะปล่อยให้ตกตะกอนก่อน หลังจากนั้นจึงทำให้เย็นลงพร้อมทั้งใส่ยีสต์และเติมอากาศเพื่อการเจริญของยีสต์แล้วนำไปหมักในถังหมัก อุณหภูมิของการหมักขึ้นอยู่กับชนิดของเบียร์และชนิดของยีสต์ที่ใช้ โดยทั่วไปถ้าใช้ท็อปยีสต์จะหมักที่ประมาณ 20-22 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 5 วัน ถ้าใช้บ็อททอมยีสต์จะหมักที่ประมาณ 8-13 องศาเซลเซียส ใช้เวลา 7-10 วัน

3. ขั้นตอนการบ่ม

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการหมักแล้วจึงแยกยีสต์ออก เบียร์ที่ได้ในช่วงนี้เรียกว่า กรีนเบียร์ (Green Beer) หรือยังเบียร์ (Young Beer) ซึ่งจะต้องนำไปเก็บบ่มต่อไปอีกระยะหนึ่ง โดยการควบคุมความเย็นและแรงดันภายในถังบ่มเพื่อให้เบียร์ใสขึ้นและมีรสชาติที่กลมกล่อมหลังจากนั้นเอาไปกรองเพื่อแยกตะกอนแขวนลอยและยีสต์ที่ตกค้างออกจึงจะได้เบียร์ที่ใสพร้อมดื่ม เบียร์ที่กรองพร้อมดื่มแล้วนี้เรียกกันว่า ดราฟท์เบียร์ (Draught Beer) หรือที่บ้านเรานิยมเรียกว่า “เบียร์สด” เบียร์บางชนิดไม่นิยมกรองให้ใสแต่จะนิยมดื่มโดยมียีนต์ปนอยู่ด้วย เช่น วีทเบียร์ นิยมดื่มกันมากในรัฐบาวาเรียซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมณี

หลายๆ ท่านคงสงสัยกันไมว่า ทำไมขวดเบียร์ถึงต้องมีสีเหลืองขุ่นๆ หรือสีเขียว ทำไมไม่ใช่ขวดใสๆ เหมือนเครื่องดื่มทั่วไป คำตอบนั้นก็คือ เนื่องจากในแสงสว่างซึ่งมีอัลตราไวโอเลต (UV) สามารถทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกับเบียร์ได้ มีผลทำให้สีของเบียร์เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นการบรรจุเบียร์ลงในภาชนะที่เป็นขวดจึงนิยมใช้ขวดที่มีสี เช่น สีน้ำตาลหรือสีเขียว ซึ่งจะช่วยป้องกันแสงอัลตราไวโอเลตผ่านได้

beer-5

Application

การตรวจวัดระดับของเหลวในถังเก็บสำหรับกระบวนการผลิตอย่างใกล้ชิด จากภาพแสดงกระบวนการผลิตซึ่งวัตถุดิบหรือสารต่างๆ แต่ละชนิดในถังจะต้องถูกตรวจสอบและควบคุมปริมาณอยู่ตลอดเวลา กรณีวัตถุดิบใกล้หมดหรือเกิดเหตุขัดข้องอื่นๆ ผู้ควบคุมงานต้องรับรู้และตรวจสอบได้โดยทันที

 

beer-6Solution

อัลตร้าโซนิคเซ็นเซอร์รุ่น U-GAGE QT50U แบบอนาลอก จาก Banner สำหรับวัดระดับวัตถุดิบในถังอย่างต่อเนื่อง และ Wireless รุ่น DX80 จาก Banner โดยจากรูปจะใช้ Wireless Node อีก 4 ตัว เพื่อเป็นตัวส่งสัญญาณเอาท์พุตจากอัลตร้าโซนิคเซ็นเซอร์และ Wireless Gateway 1 ตัว เป็นตัวรับและรวมสัญญาณจาก Node ทั้ง 4 ตัว ทั้งนี้เพื่อนำสัญญาณเอาท์พุตทั้งหมดส่งไปยังอุปกรณ์ควบคุม ซึ่งสามารถนำสัญญาณเอาท์พุตไปประยุกต์ออกแบบใช้งานในแบบต่างๆ ได้มากมาย เช่น ตั้งระดับเตือนหรือบันทึกเป็นข้อมูลปริมาณการใช้วัตุดิบ

เป็นอย่างไรบ้างครับ ^^ หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย หากผู้อ่านท่านใดมีข้อสงสัยเพิ่มเติมหรือต้องการถามเกี่ยวกับอุปกรณ์อัลตร้าโซนิคเซ็นเซอร์สามารถสอบถามเข้ามาได้เลยครับผม เรายินดีตอบทุกข้อสงสัย ครั้งหน้าเราจะมีอะไรดีๆ มาฝากกันอีกคอยติดตามกันนะครับ วันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ