Signal and Control

0

 

 

Signal and Control  : สัญญาณไฟและเสียงเตือนในโรงงาน เรื่องเล็กที่ไม่เล็ก

ดังเช่นสถานการณ์ด้านบน การที่เครื่องจักรหยุดทำงานนานเกินควร อาจจะเป็นสาเหตุที่ต้องกู้เครื่องจักรต่างๆ ยากยิ่งขึ้น ซึ่งทางฝ่ายบริหารส่วนใหญ่จะคิดว่าเป็นความผิดพลาดของพนักงาน แต่หารู้ไม่ว่าสาเหตุเหล่านี้อาจจะมาจากการที่สัญญาณเตือนต่างๆ ในโรงงานเสียหายไม่สามารถทำงานได้ หรือเกิดจากการติดตั้งอุปกรณ์ที่ไม่มีคุณภาพเพียงพอจากผู้ผลิตเครื่องจักรและทางผู้ใช้งานก็มองข้ามในประเด็นเล็กน้อยนี้ นำมาซึ่งปัญหาใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เหตุผลหลักๆ ที่มีอุปกรณ์เตือนที่ไม่มีคุณภาพติดมากับเครื่องจักรคือ 

ผู้รับเหมาสร้างเครื่องพยายามลดต้นทุน – ส่วนใหญ่ผู้ใช้งานเครื่องจักรไม่ได้มีการตรวจเช็คอุปกรณ์สัญญาณเหล่านี้ ซึ่งกว่าจะรู้คือตอนที่ไลน์ผลิตมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งถึงจะเกิดปัญหาแล้วก็ไปหาสาเหตุจากที่อื่นโดยไม่ได้สังเกตว่าการใช้สัญญาณเตือนก็สามารถป้องกันเหตุการณ์เหล่านี้ได้แล้ว

ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์เหล่านี้นิยมขายแต่อุปกรณ์ที่เน้นราคาถูกเป็นหลัก เพราะอุปกรณ์กลุ่มนี้ที่มีคุณภาพสูงราคาจะแพงขึ้นซึ่งอาจเป็นปัญหาที่ต้องสต็อคสินค้านานเกินไป

ซึ่งในบทความนี้จะขอแนะนำอุปกรณ์สัญญาณต่างๆ หลากหลายประเภทดังนี้

 

 

Tower Light (ทาวเวอร์ไลท์) : สามารถบ่งบอกถึงสถานะของเครื่องจักรตามสีแต่ละชั้นของอุปกรณ์ โดยหลายรุ่นนั้นสามารถเลือกสีที่ต้องการได้ รวมทั้งสามารถเลือกเสียงเตือนเพิ่มเติมในแต่ละชั้นได้อีกด้วย นิยมใช้ติดกับเครื่องจักรเพื่อบ่งบอกสถานะการทำงาน

 

 

 

Beacon (ไฟหมุน) : มีหลากหลายรูปแบบ เช่น ไฟแบบกระพริบ แบบค้าง แบบหมุน หรือแบบแฟรช นิยมใช้ติดกับเครื่องจักรเพื่อใช้เป็นสัญญาณเตือน ซึ่งส่วนใหญ่เราจะพบสัญญาณไฟประเภทนี้ตามถนนที่กำลังก่อสร้างอยู่

Sounder (สัญญาณเสียง) : มี 3 ประเภท-   Buzzer (บาสเซอร์) – ใช้ติดกับแผงคอนโทรล-   Sounder (ซาวเดอร์แบบหลายเสียง) – มีทั้งประเภทเสียงเดียว และหลายเสียงที่สามารถปรับใช้แจ้งเตือนให้เหมาะสมตามสถานการณ์

–          Signal horn (เสียงแบบแตร) – สัญญาณเสียงแบบส่งเสียงไปในระยะไกลๆ ได้

Beacon + Sounder (ไฟหมุน + เสียง) : เป็นแบบไฮบริด (แบบผสมผสาน) สามารถใช้ทั้งเสียงและแสงประกอบกันในการเตือน ซึ่งเป็นการแจ้งเตือนแบบ 2 เท่า (Double Safety)

การเลือกอุปกรณ์เหล่านี้มาใช้นั้นจะขึ้นกับความเหมาะสมของสถานที่และเครื่องจักรที่ใช้ แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมคือสเปคของอุปกรณ์เหล่านี้ เช่น

 

 

  • ประเภทของหลอดไฟ – มีทั้งแบบหลอดไฟธรรมดาที่มีแก็สไฮโดรเจนภายใน และแบบ LED ที่มีคุณภาพดีกว่ามาก โดยเฉพาะอายุการใช้งานที่มากกว่าแบบธรรมดา 10-50 เท่า หลอดไม่ร้อนและใช้พลังงานน้อยกว่าหลายเท่าตัว ทั้งยังทนต่อการสั่นสะเทือนของเครื่องจักร หลายๆ ท่านคงจะคิดว่าหลอด LED ที่ราคาแพง แต่จริงๆ แล้วเราสามารถใช้งานได้งานกว่าซึ่งเมื่อคิดตามอายุการใช้งานแล้วคุ้มค่ากว่าแบบธรรมดา
  • IP – คือการกันฝุ่นการน้ำ ซึ่งรายละเอียดของตัวเลขระดับกันฝุ่นกันน้ำจะอยู่ใน EF Magazine ฉบับที่ 4 ลองกลับไปหยิบมาศึกษาได้ ขอแนะนำให้เลือกใช้อุปกรณ์สัญญาณที่เป็น IP 65 ขึ้นไป ถ้าอุปกรณ์ที่ไม่ได้ระบุ IP แสดงว่าอุปกรณ์นั้นเป็น IP 30 ซึ่งอาจจะใช้งานได้ในเคาเตอร์ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่อาจจะใช้ในโรงงานได้แป๊บเดียวก็พังแล้ว ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและอาหารที่ต้องล้างและทำความสะอาดบ่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะลงน้ำยาทำความสะอาดที่ความกัดกร่อนแล้วฉีดล้างด้วยน้ำร้อนที่มีแรงดันสูงอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะมีอุปกรณ์สัญญาณแบบเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ รวมทั้งเป็นแบบ Food Safety และมีระดับ IP 69K
  • Explosion  – อุปกรณ์สัญญาณที่เหมาะสมกับการใช้งานในสถานที่ที่เสี่ยงต่อการระเบิด เช่น ในงานกลุ่มปิโตรเคมี เป็นต้น
  • Decibel (Db) – ระดับของเสียง ขอแนะนำว่าให้ใช้ระหว่าง 100 – 120 Db ขึ้นไป ซึ่งเปรียบเทียบกับเสียงคืออยู่ช่วงเสียงของการเจาะถนนถึงเสียงเครื่องบิน ถ้าหากต่ำกว่า 100 Db จะเป็นระดับเสียงเครื่องยนต์ซึ่งเสียงอาจจะดังไม่เพียงพอในโรงงานที่มีเครื่องจักรหลายตัว
  • Beauty Factor – ปัจจัยหนึ่งที่ทางผู้ผลิตเครื่องจักร (OEM) ที่ส่งออกไปประเทศผู้นำในแถบยุโรป อเมริกา จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่ไฮโซ ดูเหมาะสมกับราคาของเครื่องจักร หากผู้ผลิตใช้อุปกรณ์ราคาถูก ซื้อได้ตามร้านค้าคงจะไม่เหมาะสม ซึ่งอุปกรณ์สัญญาณของ Werma นอกจากจะใช้งานได้ดีแล้วยังมีดีไซน์ที่สวยงาม เป็นแบรนด์ชั้นนำจากยุโรป
  • Technology การสื่อสาร – บางรุ่นของอุปกรณ์สามารถส่ง SMS ผ่านสัญญาณ GSM ไปยังมือถือของผู้ควบคุมเครื่องจักรได้ หรือแจ้งผ่าน ระบบ WIFI เข้า PC แล้วแจ้งเป็นเมล์เตือนก็ได้เช่นกัน

ข้อมูลที่นำมาเขียนในครั้งนี้ท่านอาจจะไม่เคยคาดคิดมาก่อน ซึ่งนอกจากมุมมองที่แปลกใหม่แล้ว ท่านอาจจะได้แนวคิดในการพัฒนาและปรับปรุงระบบสัญญาณเตือนต่างๆ ในโรงงานเพื่อให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หากท่านยังไม่ทราบว่าจะสามารถหาอุปกรณ์นี้ได้จากไหน ทาง EF Magazine ขอแนะนำ King of Signal Device คือ Werma  แบรนด์จากเยอรมันผู้ผลิตอุปกรณ์สัญญาณชั้นนำของโลกนั่นเองครับ