ระบบ 3G และ H+ ต่างกันอย่างไร?

0

3g-1สวัสดีครับชาว EF SOCIETY ทุกท่าน ปัจจุบันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นยุคที่สมาร์ทโฟนครองเมือง Data Connection จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หลายๆ คนคงจะคุ้นเคยกับคำว่า 3G, H และ H+ กันอยู่แล้ว คนส่วนใหญ่จะเรียกรวมๆ ว่า 3G นั้นเอง แต่เจ้า Android ของเรามันไม่มองแบบนั้นหล่ะสิ เดี๋ยวก็ขึ้น 3G เดี๋ยวก็ขึ้น H หรือ H+ เรามาดูกันดีกว่าว่าจริงๆ แล้วทั้ง 3 ตัวนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร ทำไมเน็ตถึงเร็วเฉพาะตอนขึ้น H กับ H+ แล้วไหนจะ 4G กับ LTE อีกหล่ะ มาหาคำตอบกันเลยครับ

เรามาย้อนดูประวัติศาสตร์ 3G กันสักนิด 3G หรือ 3rd Generation หมายถึงรุ่นที่ 3 ของการรับส่งสัญญาณแบบ GSM ในช่วงแรกนั้นยังมีหลายมาตรฐานพยายามแย่งกันขึ้นเป็นผู้นำในมาตรฐาน 3G เช่น CDMA2000 ของ Hutch ที่ปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่สุดท้ายแล้วผู้ที่อยู่ยงคงกระพันและได้ขึ้นมาเป็นเจ้าแห่งมาตรฐาน 3G ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ก็คือ UMTS นั้นเอง ในยุดแรกนั้น 3G/UMTS ยังมีความเร็วค่อนข้างต่ำ สามารถรับส่งข้อมูลได้สูงสุดที่ความเร็ว 384 kbps เนื่องจากยังใช้เทคโนโลยี WCDMA อยู่ ต่อมานั้นได้มีการพัฒนาต่อยอดขึ้นมาจนเป็น HSPA หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อ H ซึ่งทำให้สามารถทำความเร็วได้มากขึ้น อยู่ที่ประมาณ 2-7.2 Mbps จากนั้นก็ได้มีการพัฒนา HSPA ขึ้นไปอีกจนเป็น HSPA+ หรือ H+ นั้นเอง ซึ่งจะทำให้ได้ความเร็วอยู่ที่ 21-42 Mbps

3g-2

สรุปอย่างสั้นๆ ก็คือ 3G นั้นแบ่งเป็นมาตรฐานใหญ่ๆ ได้ 2 มาตรฐาน ดังนี้

  • CDMA2000 (ปัจจุบันไม่มีใช้แล้ว)
  • UTMS

UTMS ใช้เทคโนโลยีในการส่งข้อมูลที่มีชื่อดังต่อไปนี้

  • WCDMA เป็นเทคโนโลยี UTMS ในยุคแรกๆ ยังส่งข้อมูลได้ช้า
  • HSPA พัฒนาต่อจาก WCDMA ส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น
  • HSPA+ พัฒนาต่อจาก HSPA อีกต่อหนึ่งส่งข้อมูลได้เร็วมากขึ้นอีก

แล้วทำไมถึงเห็นสัญลักษณ์ 3G, H และ H+ สลับไปมาหล่ะ? สัญญาณไม่ดี?

โดยทั่วไปแล้วเมื่อเราไม่ได้ใช้งานอินเตอร์เน็ตอยู่ มือถือจะสั่งใช้ชิพรับส่งสัญญาณนี้เปลี่ยนไปเป็นสถานะว่าง (idle) เพื่อประหยัดพลังงาน ซึ่งจะทำให้ Android ของเราแสดงสัญลักษณ์ “3G” หรือ “H” แล้วแต่เครื่องและเสาสัญญาณ แต่เมื่อมีการเข้าใช้งานอินเตอร์เน็ตมือถือจะสั่งใช้ชิพให้ทำงาน (active) ซึ่งจะใช้พลังงานมากกว่าและทำให้หน้าจอแสดงสัญลักษณ์ “H” หรือ “H+”

3g-3

 

 

เมื่อเครื่องเราจะ connect ใช้งาน internet เครื่องจะปรับให้ใช้พลังงานมากขึ้นและจะใช้เวลาในการเชื่อมต่อประมาณ 2 วินาที (หรือแล้วแต่การ config ของเครือข่าย)

 

กระบวนการเปลี่ยนไปมาระหว่างสถานะ idle และ active นี้แหละที่ทำให้เจ้า Android ของเราแสดงสัญลักษณ์ 3G สลับไปมากับ H และ H+ โดย

ในช่วงเริ่มต้นการเชื่อมต่อนั้น มีการเรียกใช้สัญญาณจากมาตรฐานเดิมตั้งแต่สมัย WCDMA ซึ่ง Android ของเราก็จะแสดงสัญลักษณ์ “3G”

เมื่อเชื่อมต่อสำเร็จก็จะเริ่มใช้การรับส่งข้อมูลแบบ HSPA และ HSPA+ แล้วแต่ว่าเราอยู่ในเขตสัญญาณและเสาแบบไหน ซึ่งตรงนี้ Android ก็จะแสดงสัญลักษณ์เป็น “H” หรือ “H+” แล้วหล่ะ

ถ้าท่านใดนึกภาพไม่ออกให้นึกถึงเวลาเราโทรหาคนอื่นขณะที่ทำการเชื่อมต่อก็จะมีเสียงรอสายตรงนั้นเปรียบเสมือนช่วงที่กำลังเชื่อมต่อโดยใช้ “3G” เมื่ออีกฝ่ายรับสายและเริ่มพูดคุยนั้นเปรียบเสมือนการเชื่อมต่อสำเร็จและเริ่มส่งข้อมูลด้วย “H”

*ใน iPhone จะแสดงเป็นคำว่า “3G” ทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่าไม่ต้องการให้ผู้ใช้สับสน

3g-4

จากชาร์ตข้างต้นอาจจะสงสัยกันว่าระยะของ H+, H และ 3G มีรัศมีประมาณเท่าไหร่ ตรงนี้ก็ต้องบอกว่าขึ้นกับประเภทของเสาและความถี่ของคลื่น (850/900/2100MHz) แต่รายละเอียดไม่ขอลงลึกนะครับเดี๋ยวจะยาวเกินไป

ทำไมยืนข้างเสาแล้วยังขึ้นเป็น “3G” อยู่?

ในบางพื้นที่เช่นในต่างจังหวัดที่มีคนใช้น้อยมีความเป็นไปได้ว่าเสารับส่งสัญญาณเองจะยังใช้เทคโนโลยีเก่าอยู่ ทำให้ต่อยังไงก็จะขึ้นแค่ 3G หรือ H เท่านั้น แต่หากเกิดในเมืองเป็นไปได้ว่าเมื่อมือถือเราพยายามจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายแต่ว่าไม่สามารถเชื่อมต่อให้สำเร็จได้ ซึ่งก็อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น เสาสัญญาณที่กำลังเกาะอยู่นั้นมีผู้ใช้บริการจำนวนมากทำให้การเชื่อมต่อไม่สำเร็จก็เลยยังแสดงสัญลักษณ์เป็น “3G” อยู่ กรณีนี้ถ้าลองเชื่อมต่อใหม่ (กดปิดเปิด Data อีกครั้ง) ก็น่าจะทำให้เชื่อมต่อได้สำเร็จและเปลี่ยนเป็น H ได้ หรืออีกในกรณีหนึ่งก็คือ Android จากผู้ผลิตบางเจ้าพยายามทำตามการแสดงสัญลักษณ์ของ iPhone นั้นก็คือการใช้คำว่า “3G” ทั้งหมดเลยไม่ว่าจะเป็นสถานะการเชื่อมต่อแบบไหน เพื่อไม่ให้ผู้ใช้สับสนนั้นเอง

แล้ว 4G กับ LTE นั้นเหมือนกันไหม? อะไรดีกว่ากัน?

จริงๆ แล้วคำว่า “4G” นั้นจะหมายถึง “ยุคที่ 4” ของเครือข่ายโทรศัพท์ไร้สายที่ถูกกำหนดมาตรฐานความเร็วไว้ที่ระดับ 1 Gbps ซึ่งในปัจจุบันนั้นยังไม่สามารถทำได้ ความเร็ว LTE นั้นอยู่ที่ระดับ 100 Mbps เท่านั้น (ญี่ปุ่นทำได้ 200 กว่าแล้ว) แต่นั้นก็ถือว่าเร็วมากแล้วเมื่อเทียบกับ HSPA+ ที่มีความเร็วอยู่ราวๆ 21-42 Mbps นั้นอาจจะทำให้บางคนคิดว่า LTE มันคืออีกขั้นของความเร็วอินเตอร์เน็ตที่เร็วกว่า 3G เรียกมันว่า 4G เลยละกัน ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่เชิงเพราะ LTE เป็นเพียงหนึ่งรูปแบบของ 4G เท่านั้น ช่วงแรกๆ ก็มีการคัดค้านเรื่องการเรียกนี้ แต่มาหลังๆ ก็เริ่มปล่อยเลยตามเลยเพราะความคิดนี้มันเริ่มแพร่หลายไปแล้ว เครือข่ายต่างๆ ทั่วโลกก็เริ่มโปรโมท LTE เป็น 4G ไปแล้ว ดังนั้นเราจะเรียก LTE ว่า 4G ไปเลยก็คงไม่มีใครค้าน

นอกจาก 4G LTE แล้ว ยังมีมาตรฐานอื่นๆ ที่พัฒนามาคู่ขนานกันมานั้นก็คือ 4G UMB แต่ว่าได้หยุดการพัฒนาไปแล้วเนื่องจากมาตรฐาน LTE นั้นมาแรงกว่าได้รับความนิยมมากกว่านั้นเอง อีกตัวหนึ่งที่อาจจะเคยได้ยินชื่อกันก็คือ 4G WiMAX ที่ถือว่าเป็น 4G ตัวแรกสุดที่เกิดมาก่อน 4G LTE เสียอีกแต่ว่าก็ได้หยุดการพัฒนาลงด้วยเหตุผลเดียวกันก็คือ 4G LTE นั้นได้รับความนิยมมากกว่า

เป็นอย่างไรบ้างครับพอได้คำตอบแล้วใช้ไมครับว่าระบบ 3G, H และ H+ นั้นต่างกันตรงไหน และ LTE กับ 4G เหมือนกันอย่างไร ทาง EF SOCIETY หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะมีประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกคนไม่มากก็น้อยนะครับ ครั้งหน้าเราจะมีอะไรมาฝากอีก คอยติดตามกันนะครับ วันนี้ขอลาไปก่อนสวัสดีครับ ^^