<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>EF Society สมาคมเพื่อนวิศวกร</title>
	<atom:link href="http://www.engineerfriend.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.engineerfriend.com</link>
	<description>Providing Information, Knowledge, and Entertainment to the Engineering Community เพื่อนวิศวกร สังคมของเหล่าวิศวกรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมความรู้และสร้างสรรค์ความบันเทิงให้แก่เหล่าวิศวกรไทย เนื้อหาสาระของเราเน้นไปที่กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก อีกทั้งยังนำข่าวสารในวงการตั้งแต่วิศวกรรมในโรงงาน รถยนต์จนถึงระบบไฟในโรงพยาบาลมานำเสนอให้แก่เหล่าสมาชิกของเรา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 30 Nov 2012 03:29:37 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>Engineering Career Advise : ติดกระแสฮิตเปิดเสรี AEC อาชีพวิศวกรไทยจะไปทางไหนดี</title>
		<link>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/engineering-career-advise-%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%ae%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b5/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=engineering-career-advise-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25ae%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2595%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b5</link>
		<comments>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/engineering-career-advise-%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%ae%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Nov 2012 10:31:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>jiravee.c</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.engineerfriend.com/?p=6799</guid>
		<description><![CDATA[&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;พบกันเช่นเคยกับคอลัมน์แนะนำสายอาชีพของกลุ่มวิศวกร ในฉบับนี้ทางนิตยสารเพื่อนวิศวกรขอติดตามกระแสการเปิดเสรี AEC กันบ้างนะครับ โดยเราจะวิเคราะห์ถึงกลุ่มอาชีพวิศวกรกันว่าเราจะรับมือยังไงกันบ้าง เพื่อให้เพื่อนวิศวกรที่ทำงานอยู่ได้เตรียมตัวให้พร้อม (เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่งแล้วนะครับ) โดยสำหรับนักศึกษาที่ยังเรียนอยู่หรือใกล้จะจบก็จะได้แนวทางในการตัดสินใจด้วยเช่นกัน &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;แล้ว AEC มีผลต่อกลุ่มวิศวกรไทยอย่างไร AEC ย่อมาจากชื่อเต็มว่า Asean Economics Community หรือ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” เป็นการรวมตัวของประเทศในกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ คือ ไทย พม่า ลาว เวียดนาม มาเลเซีย สิงค์โปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และบรูไน ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันนั่นเอง คล้ายกับการรวมตัวของประเทศในโซนยุโรป เพื่อให้มีอำนาจในการต่อรองด้านต่างๆ กับประเทศคู่ค้าได้มากขึ้น โดยอาเซียนจะรวมตัวเป็น AEC อย่างจริงจังในวันที่ 1 มกราคม 2558 หรืออีกประมาณ 2 ปีข้างหน้านั่นเอง จากการทำข้อตกลงในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 9 ได้มีข้อตกลงร่วมกันด้านคุณสมบัติในสาขาวิชาชีพหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนักวิชาชีพ หรือกลุ่มแรงงานเชี่ยวชาญได้อย่างเสรีในกลุ่มอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ครอบคลุม 10 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/27.png"><img class="aligncenter size-full wp-image-6800" title="AEC" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/27.png" alt="" width="671" height="378" /></a><br />
<span style="color: #800000;"><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;พบกันเช่นเคยกับคอลัมน์แนะนำสายอาชีพของกลุ่มวิศวกร ในฉบับนี้ทางนิตยสารเพื่อนวิศวกรขอติดตามกระแสการเปิดเสรี AEC กันบ้างนะครับ โดยเราจะวิเคราะห์ถึงกลุ่มอาชีพวิศวกรกันว่าเราจะรับมือยังไงกันบ้าง เพื่อให้เพื่อนวิศวกรที่ทำงานอยู่ได้เตรียมตัวให้พร้อม (เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่งแล้วนะครับ) โดยสำหรับนักศึกษาที่ยังเรียนอยู่หรือใกล้จะจบก็จะได้แนวทางในการตัดสินใจด้วยเช่นกัน</span></p>
<p style="text-align: left;"><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/web-aec-prolanguage211.jpg"><img class="aligncenter size-large wp-image-6808" title="web-aec-prolanguage2[1]" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/web-aec-prolanguage211-550x257.jpg" alt="" width="550" height="257" /></a><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/web-aec-prolanguage21.jpg"><br />
</a><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แล้ว AEC มีผลต่อกลุ่มวิศวกรไทยอย่างไร AEC ย่อมาจากชื่อเต็มว่า Asean Economics Community หรือ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” เป็นการรวมตัวของประเทศในกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ คือ ไทย พม่า ลาว เวียดนาม มาเลเซีย สิงค์โปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และบรูไน ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันนั่นเอง คล้ายกับการรวมตัวของประเทศในโซนยุโรป เพื่อให้มีอำนาจในการต่อรองด้านต่างๆ กับประเทศคู่ค้าได้มากขึ้น โดยอาเซียนจะรวมตัวเป็น AEC อย่างจริงจังในวันที่ 1 มกราคม 2558 หรืออีกประมาณ 2 ปีข้างหน้านั่นเอง จากการทำข้อตกลงในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 9 ได้มีข้อตกลงร่วมกันด้านคุณสมบัติในสาขาวิชาชีพหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนักวิชาชีพ หรือกลุ่มแรงงานเชี่ยวชาญได้อย่างเสรีในกลุ่มอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ครอบคลุม 10 สาขาอาชีพ ซึ่งรวมถึงกลุ่มอาชีพวิศวกรด้วยนั่นเอง</p>
<p><br/>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในมุมมองของอาชีพวิศวกรสำหรับการเปิดเสรี AEC ประเทศไทยจัดว่าน่าลงทุนในส่วนของผู้ผลิต เช่น โรงงานยาสูบไทยที่กำลังวางแผนสร้างโรงงานใหม่ หรือแม้กระทั่งกลุ่มเบียร์ที่กำลังขยายธุรกิจเช่นกัน เพราะประเทศไทยเราก็มีสัญญา AFTA กับจีนและอินเดียที่เป็นตลาดใหญ่ ถ้าเปิดเสรี ACE ก็จะเป็นประเทศเสรี ต่างประเทศสามารถมาลงทุน 70% ได้อย่างอิสระ</p>
<p><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/22.jpg"><img class="aligncenter size-large wp-image-6803" title="2" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/22-550x199.jpg" alt="" width="550" height="199" /></a><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ซึ่งถ้าหากต่างประเทศมาลงทุนจำนวนมากก็จำเป็นต้องใช้วิศวกรไทยหรือจะนำเข้าวิศวกรจากต่างประเทศ แล้วจ้างลูกน้องเป็นวิศวกรไทย ซึ่งภาษาอังกฤษเป็นสิ่งสำคัญในการสื่อสาร เพราะเป็นภาษากลางสำหรับการสื่อสารในกลุ่ม ACE เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดเนเซีย ซึ่งสำหรับสิงคโปร์แล้วที่เป็นแหล่งผลิตวิศวกรจากสถาบันชั้นนำจำนวนมากแต่งานรองรับในประเทศสิงคโปร์ไม่เพียงพอ จะทำให้มีการเคลื่อนย้ายวิศวกรจากสิงคโปร์มาโซน AEC ได้อย่างเสรี เพราะเป็นกลุ่มแรงงานเชี่ยวชาญตามที่ระบุในข้อตกลง AEC ดังนั้นภาษาอังกฤษของวิศวกรไทยต้องไม่เพียงแค่อ่านออก เขียนได้ แต่ยังต้องสามารถสนทนาโต้ตอบได้อย่างดี และถูกต้องกับคนทุกชาติที่มีภาษา ดังนั้นคนที่เก่งทั้งภาษาและด้านวิศวกรรมก็จะไปทำงานที่ต่างประเทศแทนเพราค่าตอบแทนสูงกว่า<br />
<br/>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แต่ในความเป็นจริงแล้วการทำงานข้ามพรมแดนระหว่างประเทศของกลุ่มวิศวกรไทยก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซักทีเดียว เนื่องจากว่ากฎระเบียบของสภาวิศวกรในปัจจุบันยังไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะช่วยส่งเสริมให้วิศวกรไทยไปทำงานต่างประเทศเทศได้ แต่ข้อจำกัดของกฎระเบียบของไทยที่มีอยู่กลับเปิดช่องให้วิศวกรต่างชาติเข้ามาทำงานในไทยได้มากกว่า เนื่องจากจากสภาวิศวกรได้กำหนดสาขาวิศวกรรมควบคุมไว้เพียง 7 สาขา ในณะที่มาเลเซียมี 12 สาขา และสิงคโปร์มีควบคุมทุกสาขา ซึ่งมากกว่าไทย ทำให้วิศวกรจากกลุ่มประเทศอาเซียนเข้ามาทำงานในไทยได้ง่ายกว่า ดังนั้นหากวิศวกรไทยต้องการไปทำงานในประเทศกลุ่มอาเซียนแล้วทางสภาวิศวกรก็ต้องมีการพัฒนาเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน</p>
<p><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/n20101208161352_70441.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-6802" title="n20101208161352_7044[1]" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/n20101208161352_70441-194x300.jpg" alt="" width="194" height="300" /></a>       <span style="color: #800000;"> สำหรับในปัจจุบันนี้รัฐบาลไทยก็กำลังมีแผนที่จะเปลี่ยนเทอมการเรียนการสอนให้เป็นแบบสากลเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานในกลุ่มอาเซียนและเพื่อเป็นมาตรฐานสากลรองรับการเติบโตในอนาคต ซึ่งอาจจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่ทางนักเรียนและนักศึกษาต้องเตรียมตัวให้พร้อมเช่นกัน</span></p>
<p><span style="color: #800000;">        เมื่อไทยก้าวสู่การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 นอกจากการเคลื่อนย้ายสินค้าหรือเงินลงทุนแล้ว ยังรวมถึงการเคลื่อนย้ายบุคลากรในวิชาชีพต่างๆ โดยเฉพาะอาชีพวิศวกรรม การเสริมสร้างศักยภาพของผู้ที่จะประกอบอาชีพในสาขาวิชาชีพนี้ให้มีความเข้มแข็งและเท่าเทียมกับมาตรฐานสากลจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะยกระดับความสามารถของวิศวกรไทยให้มีความได้เปรียบในการแข่งขันแม้ว่าจะมีวิศวกรต่างชาติไหลเข้ามาในไทยมากขึ้นก็ตาม</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/engineering-career-advise-%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%ae%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลักพื้นฐาน ในการเลือกใช้ “change-over switch”</title>
		<link>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%83/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2590%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599-%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2583</link>
		<comments>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%83/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Nov 2012 10:08:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>jiravee.c</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.engineerfriend.com/?p=6786</guid>
		<description><![CDATA[&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านค่ะ ในคอลัมน์นี้เราจะกล่าวถึง “สวิตซ์” ซึ่งถ้ากล่าวถึงคำนี้หลายท่านคงนึกถึง อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในการตัดต่อวงจรทางไฟฟ้า แต่ในฉบับนี้ เราจะกล่าวถึงสวิตซ์ที่ใช้ตัดต่อระหว่างแหล่งจ่ายไฟ 2 แหล่งหรือที่นิยมเรียกว่า “change-over switch” โดยมักนิยมใช้ตัดต่อระหว่างแหล่งจ่ายไฟปกติ(ไฟจากการไฟฟ้า)และแหล่งจ่ายไฟฉุกเฉิน(เครื่องกำเนิดไฟฟ้า) สำหรับดีไซน์ของ change-over switch แบ่งได้ดังนี้ 1. ดีไซน์ circuit breaker 2. ดีไซน์ load break switch 3. ดีไซน์ close transition จากข้างต้นก็สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ 1. Manual change-over switch กล่าวคือ ต้องใช้คนในการโยกมือจับ(handle) เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งการรับไฟ 2. Motor driven change-over switch กล่าวคือ จะมีอุปกรณ์ควบคุม(controller) เป็นสมองกลคอยสั่งให้มอเตอร์ขับเฟืองเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งการรับไฟ &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;สำหรับในคอลัมน์นี้เราจะกล่าวถึง ดีไซน์ load break switch เป็นหลักนะคะ หลายท่านคงสงสัยว่า &#8230;ในการเลือกซื้อ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/chang-over-switch.png"><img class="aligncenter size-full wp-image-6787" title="chang over switch" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/chang-over-switch.png" alt="" width="987" height="400" /></a></p>
<p><br/>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<span style="color: #000080;">สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านค่ะ ในคอลัมน์นี้เราจะกล่าวถึง “สวิตซ์” ซึ่งถ้ากล่าวถึงคำนี้หลายท่านคงนึกถึง อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในการตัดต่อวงจรทางไฟฟ้า แต่ในฉบับนี้ เราจะกล่าวถึงสวิตซ์ที่ใช้ตัดต่อระหว่างแหล่งจ่ายไฟ 2 แหล่งหรือที่นิยมเรียกว่า “change-over switch” โดยมักนิยมใช้ตัดต่อระหว่างแหล่งจ่ายไฟปกติ(ไฟจากการไฟฟ้า)และแหล่งจ่ายไฟฉุกเฉิน(เครื่องกำเนิดไฟฟ้า)</span><br />
<br/><span style="color: #0000ff;">สำหรับดีไซน์ของ change-over switch แบ่งได้ดังนี้</span><br />
1. ดีไซน์ circuit breaker<br />
2. ดีไซน์ load break switch<br />
3. ดีไซน์ close transition</p>
<p><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/20.png"><img class="aligncenter size-medium wp-image-6788" title="20" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/20-300x110.png" alt="" width="300" height="110" /></a><br />
จากข้างต้นก็สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่<br />
<br/><span style="color: #0000ff;">1. Manual change-over switch</span> กล่าวคือ ต้องใช้คนในการโยกมือจับ(handle) เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งการรับไฟ<br />
<a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/21.png"><img class="aligncenter size-full wp-image-6789" title="Manual change-over switch" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/21.png" alt="" width="235" height="224" /></a><br />
<span style="color: #0000ff;">2. Motor driven change-over switch</span> กล่าวคือ จะมีอุปกรณ์ควบคุม(controller) เป็นสมองกลคอยสั่งให้มอเตอร์ขับเฟืองเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งการรับไฟ<br />
<a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/22.png"><img class="aligncenter size-full wp-image-6790" title="Motor driven change-over switch" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/22.png" alt="" width="235" height="224" /></a><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สำหรับในคอลัมน์นี้เราจะกล่าวถึง ดีไซน์ load break switch เป็นหลักนะคะ หลายท่านคงสงสัยว่า &#8230;ในการเลือกซื้อ change-over switch นั้นมีประเด็นใดบ้างที่เราควรพิจารณา<br />
<span style="color: #0000ff;"><br/><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/25.png"><img src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/25-226x300.png" alt="" title="25" width="226" height="300" class="aligncenter size-medium wp-image-6796" /></a><br/>1. การเกิดอาร์ค</span><br/>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ข้อนี้ถือว่าเป็นประเด็นแรกๆที่ผู้ออกแบบโครงสร้างสวิตซ์นั้นให้ความสำคัญ เนื่องจาก การที่สวิตซ์เกิดอาร์คนั้นจะทำให้หน้าสัมผัสในการนำกระแสไม่เรียบ นั่นคือหน้าสัมผัสจะสัมผัสกันและนำกระแสได้เพียงบางส่วน โดยจะมีบางส่วนที่ไม่สัมผัสกัน ซึ่งณ.จุดนี้เองที่เปรียบเสมือนความต้านทานที่เกิดขึ้นมหาศาล(เนื่องจากอากาศนั้นเปรียบเสมือน R=∞) ดังนั้นการที่กระแสพยายามที่จะเดินทางผ่านอากาศนั้นจึงทำให้เกิดความร้อน&#8230;ร้อนมาก(จากสูตร P=I2R) ส่งผลให้สวิตซ์มีอายุการใช้งานสั้นลง<br />
<a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/23.png"><img class="aligncenter size-full wp-image-6791" title="23" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/23.png" alt="" width="165" height="129" /></a><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จากปัญหาข้างต้นทำให้ผู้ผลิตสวิตซ์บางรายคิดค้น พัฒนาโครงสร้างที่จะทำให้สวิตซ์นั้นเกิดอาร์คน้อยที่สุด ซึ่งเราทราบกันอยู่แล้วว่าอาร์คจะเกิดมากกับหน้าสัมผัสที่เป็นเหลี่ยมๆ จึงมีการออกแบบหน้าสัมผัสแบบใหม่ให้มีความโค้งมนมากขึ้น นั่นก็คือหน้าสัมผัสแบบลูกกลิ้ง(roller contact) ซึ่งส่งผลให้การเกิดอาร์คน้อยลง สวิตซ์ก็จะมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น<br/><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/26.png"><img src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/26-300x260.png" alt="" title="26" width="300" height="260" class="aligncenter size-medium wp-image-6797" /></a><br />
<span style="color: #0000ff;"><br/>2. ค่าICW (Rated short-time withstand current)</span><br/>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ICW คือ ค่าที่อุปกรณ์จะทนค่ากระแสลัดวงจรได้โดยที่อุปกรณ์ไม่เสียหาย เช่น ถ้าเกิดกระแสลัดวงจรที่จุด2 ก็จะให้ breaker B ตัดวงจรแต่!!!ถ้าเกิดกระแสลัดวงจรที่จุด1 ก็จะให้ breaker A ตัดวงจร ดังนั้น ATS ต้องสามารถทนกระแสลัดวงจรให้ผ่านตัวมันได้โดยที่ไม่เสียหาย แสดงว่า ถ้าอุปกรณ์ยิ่งมี ICW สูงก็ยิ่งดีค่ะ<br />
<a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/24.png"><img class="aligncenter size-full wp-image-6792" title="24" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/24.png" alt="" width="204" height="204" /></a><br />
<span style="color: #0000ff;"><br/>3. ความสามารถในการรับกระแส (Ie)</span><br/>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การเลือกใช้สวิตซ์นั้นถ้าต้องการใช้กับโหลดหนักๆ(AC23) และใช้กับแหล่งจ่ายที่มีแรงดันสูงๆเช่น 690V จะส่งผลให้พิกัดกระแสที่สวิตซ์รับได้ลดลง เช่น change-over switch ขนาด 1600 A แต่เมื่อนำไปใช้กับโหลดมอเตอร์ที่แรงดัน 690 V อาจรับกระแสได้ 500 A ดังนั้นต้องเลือกใช้ให้ถูกต้องนะคะ<br />
<span style="color: #0000ff;"><br/>4. ความเร็วในการเปลี่ยนตำแหน่ง (change over time)</span><br/>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;คือเวลาในการเปลี่ยนตำแหน่ง I-0-II หรือ II-0-I ก็จะเลือกให้เวลาน้อยๆเพื่อให้ไฟเกิดการกระพริบน้อยที่สุด<br />
<br/><br/>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จากที่กล่าวมาข้างต้นนั้น หวังว่าท่านผู้อ่านคงได้รับความรู้พื้นฐานในการเลือกสวิตซ์นะคะ สำหรับผู้ที่สนใจเกร็ดความรู้ด้านสวิตซ์&#8230;.พบกันใหม่ในฉบับหน้าค่ะ^^<br />
<br/>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><span style="color: #0000ff;">หากท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ Kannika : 085-123-7163 หรือ<br/>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;E-mail : question@engineerfriend.com</span></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%83/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลดค่าไฟง่าย ๆ ด้วยการลดค่าปรับเพาเวอร์แฟคเตอร์</title>
		<link>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%86-%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%2584%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%259f%25e0%25b8%2587%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2-%25e0%25b9%2586-%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%2584</link>
		<comments>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%86-%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Nov 2012 09:05:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>jiravee.c</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.engineerfriend.com/?p=6768</guid>
		<description><![CDATA[&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;ปัจจุบันโรงงานและอาคารต่าง ๆ เริ่มเห็นความสำคัญของการประหยัดพลังงานและค่าไฟกันมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายลง ฉบับนี้จึงมีวิธีการลดค่าไฟด้วยวิธีง่าย ๆ คือการลดค่าปรับเพาเวอร์แฟคเตอร์ เนื่องจากการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีการปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ เมื่อเดือนมิถุนายน 2555 ที่ผ่านมาทำให้ค่าไฟเพิ่มสูงขึ้นค่ะ ข้อกำหนดของการไฟฟ้า ฯ &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;ก่อนอื่นเราต้องรู้ข้อกำหนดของการไฟฟ้าก่อนค่ะ ค่าปรับเพาเวอร์แฟคเตอร์จะเรียกเก็บเฉพาะผู้ใช้ไฟประเภทที่ 3 กิจการขนาดกลาง, ประเภทที่ 4 กิจการขนาดใหญ่ และประเภทที่ 5 กิจการเฉพาะอย่าง เท่านั้น โดยระบุว่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีเพาเวอร์แฟคเตอร์ (Lagging) ถ้าในรอบเดือนใด ผู้ใช้ไฟฟ้ามีความต้องการพลังไฟฟ้ารีแอคตีฟ เฉลี่ยใน 15 นาทีที่สูงสุดเมื่อคิดเป็นกิโลวาร์ เกินกว่าร้อยละ 61.97 ของความต้องการพลังไฟฟ้าแอคตีฟ เฉลี่ยใน 15 นาที ที่สูงสุดเมื่อคิดเป็นกิโลวัตต์แล้ว …เฉพาะส่วนที่เกิน จะต้องเสียค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ ในอัตรากิโลวาร์ละ 56.07 บาท สำหรับการเรียกเก็บเงินค่าไฟฟ้าในรอบเดือนนั้น เศษของกิโลวาร์ถ้าไม่ถึง 0.5 กิโลวาร์ให้ตัดทิ้งตั้งแต่ 0.5 กิโลวาร์ขึ้นไปคิดเป็น 1 กิโลวาร์ ตัวอย่างการคิดค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;ก่อนอื่นเราต้องหาใบแจ้งหนี้ค่าไฟมาก่อนนะคะ อาจจะเป็นของเดือนก่อนหรือ 12 เดือนย้อนหลังก็ได้ค่ะ อย่าลืมเครื่องคิดเลข กระดาษ ปากกา นะคะ เรามาลองคิดตามกันเลยค่ะ &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;ไม่ยากเลยค่ะ เพียงเราติดตั้งอุปกรณ์คาปาซิเตอร์ เพิ่มเข้าไปในระบบก็สามารถลดค่าปรับเพาเวอร์แฟคเตอร์ได้  วิธีการคำนวณสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ใน EF Magazine Vol#2 ค่ะ นอกจากนี้ อุปกรณ์ประกอบอื่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/15.png"><img class="aligncenter size-full wp-image-6770" title="power factor" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/15.png" alt="" width="668" height="331" /></a></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<span style="color: #008000;">ปัจจุบันโรงงานและอาคารต่าง ๆ เริ่มเห็นความสำคัญของการประหยัดพลังงานและค่าไฟกันมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายลง ฉบับนี้จึงมีวิธีการลดค่าไฟด้วยวิธีง่าย ๆ คือการลดค่าปรับเพาเวอร์แฟคเตอร์ เนื่องจากการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีการปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ เมื่อเดือนมิถุนายน 2555 ที่ผ่านมาทำให้ค่าไฟเพิ่มสูงขึ้นค่ะ</span></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline; color: #ff0000;">ข้อกำหนดของการไฟฟ้า ฯ</span></strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ก่อนอื่นเราต้องรู้ข้อกำหนดของการไฟฟ้าก่อนค่ะ ค่าปรับเพาเวอร์แฟคเตอร์จะเรียกเก็บเฉพาะผู้ใช้ไฟประเภทที่ 3 กิจการขนาดกลาง, ประเภทที่ 4 กิจการขนาดใหญ่ และประเภทที่ 5 กิจการเฉพาะอย่าง เท่านั้น โดยระบุว่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีเพาเวอร์แฟคเตอร์ (Lagging) ถ้าในรอบเดือนใด ผู้ใช้ไฟฟ้ามีความต้องการพลังไฟฟ้ารีแอคตีฟ เฉลี่ยใน 15 นาทีที่สูงสุดเมื่อคิดเป็นกิโลวาร์ เกินกว่าร้อยละ 61.97 ของความต้องการพลังไฟฟ้าแอคตีฟ เฉลี่ยใน 15 นาที ที่สูงสุดเมื่อคิดเป็นกิโลวัตต์แล้ว …เฉพาะส่วนที่เกิน จะต้องเสียค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ ในอัตรากิโลวาร์ละ 56.07 บาท สำหรับการเรียกเก็บเงินค่าไฟฟ้าในรอบเดือนนั้น เศษของกิโลวาร์ถ้าไม่ถึง 0.5 กิโลวาร์ให้ตัดทิ้งตั้งแต่ 0.5 กิโลวาร์ขึ้นไปคิดเป็น 1 กิโลวาร์</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">ตัวอย่างการคิดค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์</span></strong></span><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ก่อนอื่นเราต้องหาใบแจ้งหนี้ค่าไฟมาก่อนนะคะ อาจจะเป็นของเดือนก่อนหรือ 12 เดือนย้อนหลังก็ได้ค่ะ อย่าลืมเครื่องคิดเลข กระดาษ ปากกา นะคะ เรามาลองคิดตามกันเลยค่ะ<br />
<a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/16.png"><img class="aligncenter size-medium wp-image-6773" title="ตัวอย่าง" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/16-300x255.png" alt="" width="300" height="255" /></a><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/18.png"><img class="aligncenter size-full wp-image-6774" title="วิธี" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/18.png" alt="" width="810" height="518" /></a><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/19.png"><img class="aligncenter size-full wp-image-6775" title="19" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/19.png" alt="" width="987" height="204" /></a></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ไม่ยากเลยค่ะ เพียงเราติดตั้งอุปกรณ์คาปาซิเตอร์ เพิ่มเข้าไปในระบบก็สามารถลดค่าปรับเพาเวอร์แฟคเตอร์ได้  วิธีการคำนวณสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ใน <a title="การปรับปรุงค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์" href="http://www.engineerfriend.com/2011/articles/process-control/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C-2/" target="_blank">EF Magazine Vol#2</a> ค่ะ</p>
<p>นอกจากนี้ อุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ได้แก่</p>
<ul>
<li>เอชอาร์ซีฟิวส์</li>
<li>เซอร์กิตเบรกเกอร์</li>
<li>คอนแทคเตอร์</li>
</ul>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นอกจากช่วยลดค่าไฟแล้วยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพหม้อแปลงอีกด้วย แล้วพบกันใหม่ ฉบับหน้านะคะ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><span style="color: #008000;">หากท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ Kamolpornpun : 085-123-7182 หรือ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;E-mail : question@engineerfriend.com</span></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%86-%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประกอบตู้ Energy meter</title>
		<link>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b9%89-energy-meter/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589-energy-meter</link>
		<comments>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b9%89-energy-meter/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Nov 2012 07:43:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>jiravee.c</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.engineerfriend.com/?p=6752</guid>
		<description><![CDATA[&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;สวัสดีค่ะชาวเพื่อนวิศวกรทุกท่าน จาก EF หลายฉบับที่ผ่านมา ทางเราได้พูดถึงการนำกล่องพลาสติกแบรนด์ Hensel มาประกอบเป็นตู้ Control ไฟฟ้า แบบหลากหลาย Application แล้ว ตั้งแต่  ตู้ Star – Delta ที่ใช้สำหรับการสตาร์ทมอเตอร์  ตู้ Distribution Board ไว้สำหรับใส่ฟิวส์ Switch Disconnector และ Energy Meter &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;ทำไมเราถึงชอบกล่อง Hensel??? สาเหตุมีหลากหลายด้วยกันครับ เช่น คุณภาพที่ดี Ipที่สูง(IP 65) กล่องสามารถทนแสง UV ได้ดี ไม่บุบง่ายอย่างตู้เหล็กและทนทานต่อแรงกระแทก แต่คุณสมบัติที่ดีที่สุดนั้นก็คือ คุณสมบัติที่ช่างหรือวิศวกรธรรมดานั้นสามารถประกอบตู้ขึ้นมาเองได้อย่างง่ายดาย (ถึงแม้อาจจะทำ Wiring ได้ไม่สวยหรือโปรเท่าโรงงานทำตู้ก้อเถอะ! แต่มันตอบโจทย์ให้กับวิศวกรสมัยใหม่แบบเราได้นะ) &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;เพื่อนวิศวกรฉบับนี้ดิฉันจะนำเอาเจ้ากล่องแบรนด์ Hensel รุ่น Enystar มาต่อเป็นตู้ Energy Meter เพื่อใช้ในการคิดบิลลิ่งค่าไฟ ตู้มิเตอร์เหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ในหอพัก ออฟฟิศให้เช่า หรือห้างสรรพสินค้าต่างๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/9.png"><img class="aligncenter size-full wp-image-6753" title="energy meter" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/9.png" alt="" width="819" height="377" /></a></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สวัสดีค่ะชาวเพื่อนวิศวกรทุกท่าน จาก EF หลายฉบับที่ผ่านมา ทางเราได้พูดถึงการนำกล่องพลาสติกแบรนด์ Hensel มาประกอบเป็นตู้ Control ไฟฟ้า แบบหลากหลาย Application แล้ว ตั้งแต่</p>
<ul>
<li> ตู้ Star – Delta ที่ใช้สำหรับการสตาร์ทมอเตอร์</li>
<li> ตู้ Distribution Board ไว้สำหรับใส่ฟิวส์ Switch Disconnector และ Energy Meter</li>
</ul>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทำไมเราถึงชอบกล่อง Hensel??? สาเหตุมีหลากหลายด้วยกันครับ เช่น คุณภาพที่ดี Ipที่สูง(IP 65) กล่องสามารถทนแสง UV ได้ดี ไม่บุบง่ายอย่างตู้เหล็กและทนทานต่อแรงกระแทก แต่คุณสมบัติที่ดีที่สุดนั้นก็คือ คุณสมบัติที่ช่างหรือวิศวกรธรรมดานั้นสามารถประกอบตู้ขึ้นมาเองได้อย่างง่ายดาย (ถึงแม้อาจจะทำ Wiring ได้ไม่สวยหรือโปรเท่าโรงงานทำตู้ก้อเถอะ! แต่มันตอบโจทย์ให้กับวิศวกรสมัยใหม่แบบเราได้นะ)</p>
<p><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/10.png"><img class="aligncenter size-full wp-image-6760" title="10" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/10.png" alt="" width="657" height="487" /></a></p>
<p><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/11.png"><img class="aligncenter size-full wp-image-6761" title="11" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/11.png" alt="" width="652" height="457" /></a></p>
<p><br/>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เพื่อนวิศวกรฉบับนี้ดิฉันจะนำเอาเจ้ากล่องแบรนด์ Hensel รุ่น Enystar มาต่อเป็นตู้ Energy Meter เพื่อใช้ในการคิดบิลลิ่งค่าไฟ ตู้มิเตอร์เหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ในหอพัก ออฟฟิศให้เช่า หรือห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อตรวจวัดและเก็บข้อมูลค่าใช้จ่ายไฟฟ้าสำหรับใช้ในการประเมินผลเก็บค่าไฟฟ้ากับผู้เช่า แล้วทำไมเราถึงเลือกกล่อง Hensel รุ่น Enystar หรอคะ? ก็เพราะว่าเจ้ากล่องนี้ได้ออกแบบเป็นแบบ Lego แยกส่วนเป็นชิ้นเล็กๆ ที่เอามาประกอบเข้าด้วยกันเป็นกล่องใหญ่ แต่ก็ยังสามารถที่จะรักษาระดับ IP กันฝุ่นกันน้ำได้ถึง IP 65 คือกันฝุ่น 100% และกันน้ำฝนได้ และยังทนต่อ UV สามารถนำไปใช้ติดที่ด้านนอกอาคารได้อีกด้วย ทีนี้ Energy Meterที่ดิฉันจะต่อนี้จะใช้แบบ Single phase Direct 63 A ที่สามารถส่งสัญญาณเอาท์พุทที่เป็น Pulse ออกจากตัวมันได้ เราจะนำ Pulse Output นี้ไปแปลงเป็นสัญญาณ RS485 เพื่อส่งข้อมูลเข้าไปยังคอมพิวเตอร์เพื่อที่จะให้ซอฟต์แวร์ประเมินผลคิดเป็นค่าไฟกันนะคะ<br/></p>
<p><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/12.png"><img class="aligncenter size-full wp-image-6762" title="12" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/12.png" alt="" width="660" height="359" /></a><br/></p>
<p>1. Energy Meter :ดิฉันเลือกที่จะใช้ Energy Meter รุ่น DMED120T1 Energy Meter Single Phase Direct 63A สำหรับวัดค่า kWhrจากแบรนด์ Lovato ที่ผลิตจากประเทศอิตาลี มีคุณภาพดี สีขาวและส้มสวยงาม ตามสเป็ค</p>
<p>2. นำสายไฟต่อ Direct ตรงเข้า Energy Meter ได้เลย แต่อ๊ะ! ต้องไม่เกิน 36A นะคะ</p>
<p>3. Data Concentrator : อุปกรณ์ตัวนี้มีหน้าที่รับสัญญาณ Pulse จากมิเตอร์หลายๆ ตัว แล้วเปลี่ยนสัญญาณเป็น RS485</p>
<p>4. สายส่งสัญญาณ RS 485 ไปยัง Converter เพื่อส่งข้อมูลเข้า Computer ให้ซอฟต์แวร์นำไปประมวลผล</p>
<p>5. Fuse Holders สำหรับส่วนใส่ Fuse เป็น Protection ป้องกันไฟฟ้ารั่ว ใช้ Fuse ย่อมตัดเร็วกว่า Circuit Breaker แน่นอน</p>
<p>6. แผงสำหรับการรอจ่ายไฟเข้า</p>
<p>7. ต่อ Pulse Output เข้าตรงนี้กันเลย</p>
<p>8. อย่าลืมต่อ Neutron กันนะคะ</p>
<p><br/><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/13.png"><img class="aligncenter size-full wp-image-6763" title="13" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/13.png" alt="" width="428" height="480" /></a></p>
<p><span style="color: #ff0000;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เห็นไหมละคะว่าการเลือกใช้กล่อง Hensel สามารถประกอบตู้ได้เองอย่างง่ายดาย แม้แต่ดิฉันเองก็ทำเองกะมือจริงๆ น๊า ถ้าสนใจลองติดต่อตัวแทนจำหน่ายดูได้นะคะ ทางเค้ารับประกอบตู้เหล่านี้ให้ด้วยถ้าท่านไม่อยากประกอบเอง ที่ บริษัท คอมโพแม็ก จำกัด เบอร์โทร 02-10-50-555 ค่ะ <img src='http://www.engineerfriend.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b9%89-energy-meter/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Automotive Robotics แขนกลอัจฉริยะสำหรับการผลิตรถยนต์</title>
		<link>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/6723/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=6723</link>
		<comments>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/6723/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Nov 2012 06:39:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>jiravee.c</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.engineerfriend.com/?p=6723</guid>
		<description><![CDATA[         ในยุคเริ่มต้นของการส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศไทยจะเห็นได้ว่ามีโรงงานต่าง ๆ เข้ามาตั้งฐานผลิตในเมืองไทยจำนวนมากทำให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมขึ้นหลายแห่ง ทั้งนี้เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ชัดเจน ค่าแรงงานถูก ลดรายจ่ายเนื่องจากภาษีการนำเข้าของสินค้า และวัตถุดิบบางตัว แต่ ณ ปัจจุบันนี้ค่าแรงบ้านเราสูงขึ้นและสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย ฯลฯ ในขณะเดียวกันคุณภาพแรงงานไม่ได้มาตรฐาน ขาดความรู้และทักษะจึงทำให้หลายบริษัทได้ย้ายฐาน การผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงงานถูกกว่า และอีกหลายบริษัทที่พยายามปรับตัวเอง โดยมีการนำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ (Automation Technology) เข้ามาใช้งานเพื่อให้สินค้าสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ทั้งในเรื่องราคา และคุณภาพ โดยเฉพาะในเรื่องคุณภาพ ปัจจุบันโรงงานที่ผลิตสินค้าส่งออกหรือส่งให้กับลูกค้าที่เป็น บริษัทของต่างประเทศมักจะประสบปัญหาในเรื่องคุณภาพ มีทั้ง ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐานตามที่ลูกค้ากำหนด หรือ ผลิตสินค้าไม่ทันตามกำหนดเวลา อาจเนื่องจากมีการเปลี่ยนรุ่นผลิตภัณฑ์อยู่บ่อยๆ ต้องใช้เวลาในการ Set up ปัจจุบันจึงมีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาใช้ หนึ่งในเทคโนโลยีที่มีความยืดหยุ่นสูง ได้แก่ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม เนื่องจากการเปลี่ยนการทำงานสามารถทำได้โดยการเปลี่ยนโปรแกรม นอกจากนี้คุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ได้มีความสม่ำเสมอเป็นมาตรฐานเดียวกัน  ซึ่งใน Automotive Intelligence center ฉบับนี้จึงขอนำเนื้อหาเกี่ยวกับหุ่นยนต์ที่ใช้สำหรับอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ มานำเสนอให้เพื่อนๆ ชาววิศวกรทุกท่านได้ทราบข้อมูลกันนะครับ ซึ่งในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหนัก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled-robot.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-6724" title="Untitled-robot" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled-robot.jpg" alt="" width="607" height="330" /></a><br />
<span style="color: #ff6600;">         ในยุคเริ่มต้นของการส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศไทยจะเห็นได้ว่ามีโรงงานต่าง ๆ เข้ามาตั้งฐานผลิตในเมืองไทยจำนวนมากทำให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมขึ้นหลายแห่ง ทั้งนี้เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ชัดเจน ค่าแรงงานถูก ลดรายจ่ายเนื่องจากภาษีการนำเข้าของสินค้า และวัตถุดิบบางตัว แต่ ณ ปัจจุบันนี้ค่าแรงบ้านเราสูงขึ้นและสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย ฯลฯ</span></p>
<p>ในขณะเดียวกันคุณภาพแรงงานไม่ได้มาตรฐาน ขาดความรู้และทักษะจึงทำให้หลายบริษัทได้ย้ายฐาน การผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงงานถูกกว่า และอีกหลายบริษัทที่พยายามปรับตัวเอง โดยมีการนำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ (Automation Technology) เข้ามาใช้งานเพื่อให้สินค้าสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ทั้งในเรื่องราคา และคุณภาพ โดยเฉพาะในเรื่องคุณภาพ ปัจจุบันโรงงานที่ผลิตสินค้าส่งออกหรือส่งให้กับลูกค้าที่เป็น บริษัทของต่างประเทศมักจะประสบปัญหาในเรื่องคุณภาพ มีทั้ง ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐานตามที่ลูกค้ากำหนด หรือ ผลิตสินค้าไม่ทันตามกำหนดเวลา อาจเนื่องจากมีการเปลี่ยนรุ่นผลิตภัณฑ์อยู่บ่อยๆ ต้องใช้เวลาในการ Set up ปัจจุบันจึงมีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาใช้ หนึ่งในเทคโนโลยีที่มีความยืดหยุ่นสูง ได้แก่ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม เนื่องจากการเปลี่ยนการทำงานสามารถทำได้โดยการเปลี่ยนโปรแกรม นอกจากนี้คุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ได้มีความสม่ำเสมอเป็นมาตรฐานเดียวกัน  ซึ่งใน Automotive Intelligence center ฉบับนี้จึงขอนำเนื้อหาเกี่ยวกับหุ่นยนต์ที่ใช้สำหรับอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ มานำเสนอให้เพื่อนๆ ชาววิศวกรทุกท่านได้ทราบข้อมูลกันนะครับ ซึ่งในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหนัก หุ่นยนต์ (Robot) ที่ใช้งานในการผลิตจึงเป็นแบบที่เรียกว่า Articulated Arm (Revolute) หรือที่เราคุ้นหูกันในชื่อ หุ่นยนต์แบบ 6 แกน (6 Axis) นั่นเอง</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/21.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-6729" title="2" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/21.jpg" alt="" width="400" height="291" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled2.png"><img class="aligncenter size-full wp-image-6730" title="2" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled2.png" alt="" width="566" height="474" /></a></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>การประยุกต์ใช้งาน </strong></span></p>
<p>หุ่นยนต์ชนิดนี้สามารถใช้งานได้กว้างขวางเพราะสามารถเข้าถึงตำแหน่งต่าง ๆ ได้ดี เช่นงานเชื่อม Spot Welding, Path Welding ,งานยกของ , งานตัด ,งานทากาว ,งานที่มีการเคลื่อนที่ยาก ๆ เช่น งานพ่นสี งาน sealing ฯลฯ</p>
<p><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/3.png"><img class="size-full wp-image-6734 alignnone" title="เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการป้องกันอุบัติเหตุในการผลิต และเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร โดยการตรวจจับสิ่งที่ล้ำเข้าไปในพื้นที่กำหนดไว้ เพื่อการผลิตที่ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/3.png" alt="" width="254" height="149" /></a>  <a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/4.png"><img class="size-full wp-image-6735 alignnone" title="เป็นอุปกรณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยอีกหนึ่งชนิดซึ่งใช้ปิดล็อครั้วล้อม หรือประตูในพื้นที่การผลิตที่ใช้หุ่นยนต์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายเมื่อมีการเข้าไปในพื้นที่การผลิต " src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/4.png" alt="" width="254" height="149" /></a>  <a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/6.png"><img class="size-medium wp-image-6738 alignnone" title="สำหรับพื้นที่ที่ใช้หุ่นยนต์สำหรับงานเชื่อม (Welding robot) อาจมีปัญหาสำหรับอุปกรณ์ตรวจจับแบบธรรมดา ซึ่งนำมาใช้ในพื้นที่งานเชื่อม จะเกิดความเสียหายได้ง่าย และมีปัญหาสะเก็ดไฟเชื่อม (Slag) ติดกับอุปกรณ์ทำให้ต้องเปลี่ยน หรือซ่อมแซมอุปกรณ์บ่อยๆ จึงจำเป็นต้องใช้ sensors แบบพิเศษที่ใช้สำหรับงานเชื่อมโดยเฉพาะ ทำให้ทนต่อสะเก็ดไฟ และลดปัญหาต่างๆ ในพื้นที่การเชื่อม ประหยัดเวลาในการเปลี่ยน หรือซ่อมแซมดีมากขึ้น" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/6-300x168.png" alt="" width="254" height="149" /></a>  <a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/8.png"><img class="size-full wp-image-6739 alignnone" title="ระบบเครือข่ายไร้สายนี้สามารถเชื่อมต่อสัญญาณส่งผ่านทางช่องอากาศ ทำให้ไม่จำเป็นต้องเดินสายไฟ หรือสายสัญญาณในพื้นที่ที่ใช้งานหุ่นยนต์ ซึ่งมีความอันตราย และเสี่ยงต่อการชำรุดเสียหายของสายไฟ สายสัญญาณต่างๆ อีกทั้งยังสามารถส่งสัญญาณได้ไกลหลายกิโลเมตรทำให้สามารถควบคุมการผลิตได้อย่างง่ายดายจากห้องควบคุม " src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/8.png" alt="" width="254" height="149" /></a>  <a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/5.png"><img class="size-medium wp-image-6736 alignnone" title="เป็นอุปกรณ์ที่ส่งผ่านคลื่นสัญญาณไฟฟ้า และสัญญาณดิจิตอลผ่านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้อุปกรณ์ชนิดนี้สามารถเชื่อมต่อสัญญาณโดยไม่ต้องมีการสัมผัส (non-contact)         ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้งานกับหุ่นยนต์แบบ 6 แกนซึ่งมีการเคลื่อนไหวอย่างอิสระ ทำให้ลดปัญหาสายไฟ หรือสายสัญญาชำรุดเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ " src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/5-300x139.png" alt="" width="254" height="149" /></a></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<span style="color: #ff6600;">ใน Automotive Intelligence center ฉบับนี้ผมขอฝากไว้เท่านี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆชาววิศวกรไม่มากก็น้อยครับ ส่วนในฉบับหน้าผมจะหาเรื่องที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆชาววิศวกรซึ่งเกี่ยวกับแวดวงของอุตสาหกรรมรถยนต์มาให้ติดตามกันใหม่ครับ</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/6723/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Angle seat valves (Air Operated Valves)</title>
		<link>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/angle-seat-valves-air-operated-valves/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=angle-seat-valves-air-operated-valves</link>
		<comments>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/angle-seat-valves-air-operated-valves/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Nov 2012 03:10:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.engineerfriend.com/?p=6708</guid>
		<description><![CDATA[อีกครั้งหนึ่งนะครับ ในฉบับนี้ ทางทีมงาน EF MAGAZINE ขอนำเสนอ โซลินอยด์วาล์ว 2/2 ทาง อีกประเภทหนึ่งของยี่ห้อ ODE ซึ่งความแตกต่างอยู่ตรงที่]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-6709" title="Untitled-1" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled-15.jpg" alt="" width="720" height="250" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #ff00ff;">Angle seat valves (Air Operated Valves)</span></strong><br />
<span style="color: #008000;">สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน พบกับทีมงาน EF MAGAZINE อีกครั้งหนึ่งนะครับ ในฉบับนี้ ทางทีมงาน EF MAGAZINE ขอนำเสนอ โซลินอยด์วาล์ว 2/2 ทาง อีกประเภทหนึ่งของยี่ห้อ ODE ซึ่งความแตกต่างอยู่ตรงที่ โซลินอยด์วาล์วแบบนี้ ต้องใช้ แรงดันลมเป็นตัวเปิด-ปิดวาล์ว (Air Operated Valves) เราขอเรียก โซลินอยด์วาล์ว แบบนี้ ว่า Angle seat valves</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="size-full wp-image-6710 aligncenter" title="p" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/36-37-01.jpg" alt="" width="684" height="691" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คุณสมบัติพิเศษ ของ Angle seat valves คือ สามารถใช้งานกับของไหล เช่น ไอน้ำ ที่มีอุณหภูมิสูงถึง 180 องศาเซลเซียส และใช้งานกับของไหลที่มีความหนืดสูงถึง 600 cSt ทั้งยังสามารถใช้งานกับของไหลที่มีการกัดกร่อนสูงเพราะวัสดุทำจาก สแตนเลส สตีล และ เทฟลอน การใช้งาน Angle seat valves สามารถป้องกันการเกิดค้อนน้ำ (Water Hammer) ในระบบท่อได้ ด้านบนตัววาล์วมีอุปกรณ์บอกสถานการณ์ทำงานของวาล์วว่า อยู่ในสถานะเปิด หรือ ปิด สามารถติดตั้งได้ทุกทิศทาง และง่ายต่อการบำรุงรักษา มีอายุการใช้งานยาวนานเมื่อเทียบกับวาล์วแบบอื่นๆ<br />
ก่อนการเลือกใช้งาน เรามาทำความรู้จักเบื้องต้น กับ Angle seat valves กันก่อนดีกว่านะครับ<br />
Angle seat valves นั้นเป็น วาล์ว แบบ 2/2 ทาง คือ มีทางเข้า กับ ทางออก รวมเป็น 2 ทาง และมี 2 สถานะการทำงาน คือ เปิด และ ปิด และที่สำคัญที่สุด การที่จะทำให้วาล์วทำงานได้ ต้องใช้แรงดันลม เป็นตัว เปิด-ปิด วาล์ว ขนาดแรงดันลมที่ใช้ขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิตวาล์วแต่ละรายระบุไว้ ของยี่ห้อ ODE ต้องใช้แรงดันลม 4-10 บาร์ ครับ<br />
ฉะนั้น จุดที่ต้องคำนึงถึงเบื้องต้น ก่อนการเลือกใช้วาล์วชนิดนี้ คือ ในจุดที่ต้องการจะติดตั้งวาล์ว จะต้องมีแหล่งจ่ายลมก่อน เมื่อมีแหล่งจ่ายลมแล้ว ก็จะต้องมีวาล์วผู้ช่วย (Pilot Valve) ทำหน้าที่ เปิด-ปิด ลมเข้าตัว Angle seat valves ด้วยนะครับ ขอแนะนำให้ใช้ โซลินอยด์ วาล์ว ชนิด 3/2 ทาง ขนาด ¼ นิ้ว ของยี่ห้อ ODE เพิ่มอีกตัวนะครับ มีคอยล์ ให้เลือกใช้ทั้ง ไฟกระแสสลับ(110,220VAC) และไฟกระแสตรง(12,24VDC) ครับ<br />
การใช้งานโดยทั่วไปนิยมใช้งาน Angle seat valves แบบปกติปิด หากต้องการเปลี่ยนสถานะการทำงานเป็น ปกติเปิด ทางผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนลักษณะการทำงานของวาล์ว จาก ปกติปิด เป็น ปกติเปิด ได้ง่ายๆ ด้วยตัวท่านเอง โดยมีวิธีการดังนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="size-large wp-image-6711 aligncenter" title="p" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/36-37-011-550x174.jpg" alt="" width="550" height="174" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">1. ใช้ประแจจับ ตรงตำแหน่งด้านล่างของตัววาล์ว ให้แน่น ตามรูป</span></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="size-full wp-image-6712 aligncenter" title="p" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/36-37-02.jpg" alt="" width="516" height="538" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">2. หมุนฝาครอบด้านบนออก แบบทวนเข็มนาฬิกา ตามรูป</span></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-6713 aligncenter" title="p" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/36-37-021.jpg" alt="" width="449" height="533" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">3. ถอดฝาด้านบนออกแล้ว ให้ถอดสปริงด้านใน ออก 2 ชิ้น ตามรูป</span></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="size-full wp-image-6714 aligncenter" title="p" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/36-37-022.jpg" alt="" width="566" height="557" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">4. จัดว่างตำแหน่ง โอริง ให้อยู่ด้านบนสุดของฝาด้านล่าง ตามรูป</span></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="size-full wp-image-6715 aligncenter" title="p" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/36-37-023.jpg" alt="" width="497" height="530" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">5. ใช้มือหมุนฝาครอบด้านบนให้แน่น</span></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="size-full wp-image-6716 aligncenter" title="p" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/36-37-024.jpg" alt="" width="466" height="526" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">6. การใช้งานให้เปลี่ยน ตำแหน่งการจ่ายลม เข้าตำแหน่งที่ 2 (ด้านบน)</span></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-6717 aligncenter" title="p" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/36-37-025.jpg" alt="" width="430" height="552" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ง่ายๆ เพียงแค่นี้ เราก็สามารถเปลี่ยนสถานะ การทำงานของ Angle seat valves จากการ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/angle-seat-valves-air-operated-valves/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มิเตอร์ที่เป็นได้มากกว่าเครื่องวัดธรรมดาๆ</title>
		<link>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a7/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b4%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%258c%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a7</link>
		<comments>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Nov 2012 02:58:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.engineerfriend.com/?p=6702</guid>
		<description><![CDATA[มิเตอร์ที่เป็นได้มากกว่าเครื่องวัดธรรมดาๆ
กลับมาพบกันอีกแล้วนะคะหลังจากที่ห่างหายกันไปนานพอสมควร กลับมาคราวนี้ทางเราก็มีอะไรดีๆ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="size-full wp-image-6703 aligncenter" title="Untitled-1" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled-14.jpg" alt="" width="720" height="250" /></p>
<p><span style="color: #ff00ff;"><strong>มิเตอร์ที่เป็นได้มากกว่าเครื่องวัดธรรมดาๆ</strong></span><br />
<span style="color: #ff9900;">กลับมาพบกันอีกแล้วนะคะหลังจากที่ห่างหายกันไปนานพอสมควร กลับมาคราวนี้ทางเราก็มีอะไรดีๆมาฝากท่านผู้อ่านกันอีกแล้ว ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นเรื่องเกี่ยวกับดิจิตอลมิเตอร์อีกแล้ว เพราะสมัยนี้เทคโนโลยีได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และมีการแข่งขันกันมากขึ้นในตลาด ผู้ผลิตจึงจำเป็นจะต้องพัฒนาอุปกรณ์ของตัวเองให้ทันกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/32-33-01.jpg"><img title="p" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/32-33-01.jpg" alt="" width="529" height="615" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หลายๆท่านคงเคยใช้งานอุปกรณ์เครื่องวัดกันอยู่บ้างแล้ว ในฉบับนี้เราจะพูดถึงเครื่องวัดพารามิเตอร์ทางไฟฟ้า นั่นก็คือ ดิจิตอลมิเตอร์นั่นเอง ซึ่งเราก็คงทราบกันดีอยู่แล้วว่าดิจิตอลมิเตอร์นั้นทำอะไรได้บ้าง อาทิเช่น วัดค่ากระแส, แรงดัน, กิโลวัตต์, ความถี่ ฯลฯ หรือจะกล่าวว่าวัดค่าพารามิเตอร์ทางไฟฟ้าที่จำเป็นได้ทุกค่าก็เป็นได้ แต่ถ้าจะพูดถึงดิจิตอลมิเตอร์ที่ทำได้แค่นี้มันก็คงจะธรรมดาไปสำหรับเพื่อนๆชาว EF ดังนั้นเราจึงได้สรรหา Application ใหม่ๆมาให้ทุกท่านได้อ่านกัน เรามาดูกันเลยดีกว่าว่ามิเตอร์ 1 ตัวสามารถทำอะไรได้บ้าง<br />
เนื่อกจากปัจจุบันนี้ ดิจิตอลมิเตอร์ได้พัฒนาหน้าจอใหม่ จากเดิมที่เราเคยเห็นมิเตอร์เป็นหน้าจอ LED หรือหากเป็น LCD ก็จะเป็น LCD แบบ 7 segment ได้เปลี่ยนเป็น LCD แบบกราฟฟิค ซึ่งข้อดีของหน้าจอแบบนี้ ทำให้มิเตอร์สามารถแสดงเป็นข้อความหรือเป็นกราฟต่างๆได้ ทำให้การใช้งานหรือการเซ็ตค่าต่างๆ ทำได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-6705" title="p" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/32-33-02.jpg" alt="" width="632" height="857" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จากรูปด้านบน ตัวอย่างแรกจะเป็นเรื่องของ Energy Consumption control ซึ่งแน่นอนว่า ในการที่เราจะติดดิจิตอลมิเตอร์ 1 ตัว สิ่งหนึ่งที่เราต้องการให้มิเตอร์นั้นวัดได้ก็คือค่าการใช้พลังงานไฟฟ้า แต่ที่มากกว่านั้นก็คือมิเตอร์สามารถแสดง Trend graph หรือการดูพฤติกรรมการใช้ไฟย้อนหลังได้<br />
ตัวอย่างที่สอง Grid quality และ Quality analysis จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการวิเคราะห์คุณภาพไฟฟ้า เช่น การวิเคราะห์ Harmonics ซึ่งมิเตอร์จะสามารถจับ Waveform ของลูกคลื่น Sine wave ได้เลย ทำให้เราทำการวิเคราะห์ได้ว่าระบบไฟของเรานั้นมีคุณภาพดีแค่ไหน<br />
นอกจากนั้นแล้วมิเตอร์ยังสามารถตั้งลิมิตแล้วสั่ง Alarm หรือรับอินพุทต่างๆ มาแสดงบนตัวมิเตอร์ได้อีกด้วย น่าสนใจใช่มั้ยล่ะคะ แต่รายละเอียดต่างๆ วิธีการทำงานของตัวมิเตอร์ การเซ็ตค่าจะเป็นอย่างไร คงต้องอดใจรอและติดตามในฉบับหน้ากันนะคะ ฉบับนี้ต้องขอลากันไปก่อน แล้วพบกันใหม่นะคะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>LAN โดยใช้ HMI</title>
		<link>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/lan-%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-hmi/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=lan-%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%258a%25e0%25b9%2589-hmi</link>
		<comments>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/lan-%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-hmi/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Nov 2012 08:55:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.engineerfriend.com/?p=6692</guid>
		<description><![CDATA[การดูข้อมูลกระบวนการผลิต ผ่าน LAN โดยใช้ HMI
( WEB SERVER BY HMI Series G3)]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled-13.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-6693" title="Untitled-1" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled-13.jpg" alt="" width="720" height="250" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #ffcc00;">การดูข้อมูลกระบวนการผลิต ผ่าน LAN โดยใช้ HMI</span></strong><br />
( WEB SERVER BY HMI Series G3)<br />
กกกกกกกอุตสาหกรรมการผลิตคอนกรีตสำเร็จรูป ( READY-MIXED CONCRETE PLANT )ในประเทศไทยก็เป็นอุตสาหกรรมหนึ่ง ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในด้านการผลิต การตลาด การจ้างงาน การพัฒนาเทคโนโลยี และยังเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ อีกหลายประเภท ถ้ามองในด้านการลงทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตก็เป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต โดยอาศัยหลักการความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีวิศวกรรมมาช่วยดำเนินงาน เช่น การเก็บบันทึกข้อมูลปริมาณการใช้วัตถุดิบในแต่ละวัน ลงในหน่วยความจำ ( MEMORY CARD COMPACT FLASH ) แล้วดูรายละเอียดข้อมูลที่บันทึกไว้ได้ทันทีผ่านระบบอินเตอร์เนตโดยที่เพื่อน ๆ วิศวกรไม่จำเป็นต้องอยู่ที่หน้าเครื่องผลิตวัตถุดิบตลอดเวลา ทำให้เรามีเวลาเพิ่มขึ้นในการไปทำงานด้านวิเคราะห์หรือวางแผนการใช้งานเครื่องจักรและการจัดเก็บวัตถุดิบประเภทต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="size-large wp-image-6694 aligncenter" title="30-31" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/30-31-01-550x247.jpg" alt="" width="550" height="247" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>กกกก HMI หรือ HUMAN MACHINE INTERFACE คืออุปกรณ์ที่เราใช้ในการสั่งงานเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อใช้ในการแสดงผลการทำงานและสถานะขณะนั้น รวมถึงสามารถที่จะเก็บข้อมูลย้อนหลังได้ ( DATA LOGGER ) อุปกรณ์ G3 HMI ของ RED LION CONTROLS เป็นสินค้าคุณภาพสูง จากประเทศอเมริกา มีหลายขนาดให้เลือกใช้ ตั้งแต่ขนาด 3 นิ้ว , 6 นิ้ว , 8 นิ้ว , 10 นิ้ว และขนาดใหญ่สุด 15 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อกับตัวอุปกรณ์ PLC ( HARDWARE ) ได้หลากหลายยี่ห้อไม่ว่าจะเป็น ALLEN-BRADLEY , OMRON , SCHNIDER – TELEMECHANIQUE , YOKOKAWA ฯลฯ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="size-full wp-image-6695 aligncenter" title="30-31" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/30-31-02.jpg" alt="" width="715" height="610" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>และที่สำคัญ ตัว G3 HMI มี COMMUNICATION PORTS ที่ไว้ใช้สื่อสารกับตัวอุปกรณ์อื่น ๆ หลายแบบด้วยกัน ทั้ง USB , RS485 , RS232 , ETHERNET PORT และเรายังสามารถเพิ่ม OPTION ในการเชื่อมต่อสื่อสารแบบอื่นได้อีก เช่น PROFIBUS , DEVICE NET หรือ GSM/GPRS MODEM เป็นต้น</p>
<p>จากแนวโน้มในปัจจุบันโรงงานหรือ PLANT จะมีระบบกระบวนการผลิตที่ทันสมัยมากขึ้น ทำให้สามารถ ควบคุมการทำงานอัตโนมัติผ่าน วง LAN ของะระบบคอมพิวเตอร์ และยังสามารถตรวจสอบการทำงานต่างๆ ของกระบวนการผลิตภายในโรงงาน และสัญญาณต่างๆ ผ่านระบบอุปกรณ์ที่ติดตั้งไว้ หากพบความผิดปกติจากการทำงานของเครื่องจักรสามารถดำเนินการแก้ไขจากห้อง ควบคุมระบบได้ทันที และในบางกรณีบางเหตุการณ์ อาจจะให้วิศวกรรีบเข้าไปดำเนินการแก้ไขในแต่ละจุดก็สามารถทำได้ทันท่วงทีก่อนที่ความเสียหายจะมากขึ้น ดังนั้นแนวโน้มของการทำงานในบริเวณเครื่องจักรของโรงงานหรือ PLANT CONCRETE จะมีพนักงานที่เป็นวิศวกรอยู่จำนวนไม่มากนัก ส่วนใหญ่ก็จะใช้พนักงานทั่ว ๆ ไปในการทำการควบคุมอุปกรณ์และเครื่องจักรต่างๆ ที่ไม่ต้องใช้ทักษะ หรือความรู้ ทางเทคนิคมากนัก</p>
<p>เหมือนกับที่เคยแนะนำฉบับที่แล้วครับ อุปกรณ์ G3 HMI ที่เราจะนำมาใช้ดูข้อมูลผ่าน WEB SERVER นั้น จะต้องตั้งค่า PARAMETER ต่าง ๆก่อนนำไปใช้งานโดยใช้ PROGRAM สำเร็จรูปที่ชื่อว่า CRIMSON ซึ่งสามารถเลือกใช้งานได้ทั้ง CRIMSON 2.0 หรือ 3.0 ก็ได้ครับ( VERSION 3.0 จะใหม่กว่า ) ซึ่งโปรแกรมนี้ เป็นฟรีซอฟแวร์ที่เพื่อนวิศวกรสามารถเข้าไป DOWNLOAD เองได้จาก WWW.REDLION.NET/G3</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="size-full wp-image-6696 aligncenter" title="30-31" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/30-31-021.jpg" alt="" width="566" height="515" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การตั้งค่าตัวแปรต่าง ๆ ในโปรแกรม CRIMSON นั้น ถูก ออกแบบมาให้ง่ายกับผู้ใช้งานทุกประเภท เพื่อให้สะดวกต่อการ SET UP ค่า PARAMETER ต่างๆ ให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้อย่างรวดเร็ว<br />
เพื่อน ๆ วิศวกร ลองมาดูตัวอย่างขั้นตอนแบบง่าย ๆ ของ วิธีการทำ G3 HMI ให้เป็น WEB SERVER โดยใช้ PROGRAM CRIMSON 3.0 กันครับ</p>
<p>1. ตั้ง COMMUNICATION ตรง NETWORK และคลิกเลือกให้เป็น Manual Configuration เสร็จแล้วตั้งค่า IP Address ที่เราต้องการใช้ให้กับตัวอุปกรณ์ G3 HMI เพื่อใช้เป็นตัวอ้างอิงเวลาเราต้องการดูข้อมูลผ่านระบบ LAN INTERNET</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="size-full wp-image-6697 aligncenter" title="30-31" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/30-31-022.jpg" alt="" width="765" height="476" /><br />
2. ไปที่ Web Server และคลิกเครื่องหมายถูกเพื่อให้ Enable Web Server ทำงาน และเราสามารถตั้ง Remote Control ด้านล่างเป็น Enable All Control เพื่อให้สามารถควบคุมการทำงานทั้งหมดของตัว G3 HMI ผ่านคอมพิวเตอร์ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/30-31-023.jpg"><img class="size-full wp-image-6698 aligncenter" title="30-31" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/30-31-023.jpg" alt="" width="760" height="482" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จากบทความที่ผ่านมาหลาย ๆ ฉบับจะเห็นได้ว่า HUMAN MACHINE INTERFACE ของ RED LION CONTROLS มี APPLICATIONS มากมายที่เพื่อน ๆ วิศวกรสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับลักษณะงานของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บข้อมูล , WEB SERVER , EMAIL SMS , RECIPE เป็นต้น ซึ่งแต่ละ APPLICATIONS เรามุ่งเน้นให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในกระบวนการผลิตทั้งในแง่ของต้นทุนและคุณภาพ หรือว่า ความสะดวกของการใช้งาน ดังนั้นถ้าเพื่อนๆ วิศวกรเห็นว่าอุปกรณ์ G3 HMI มันดีแบบนี้แล้ว ก็ต้องลองเอาอุปกรณ์ G3 HMI ไปใช้ดูแล้วละครับ แล้วจะรู้ว่า<br />
“ มันดีจริง ๆ ”</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/lan-%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-hmi/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Inside Food &amp; Beverage</title>
		<link>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/inside-food-beverage/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=inside-food-beverage</link>
		<comments>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/inside-food-beverage/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Nov 2012 07:53:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.engineerfriend.com/?p=6676</guid>
		<description><![CDATA[Inside Food &#038; Beverage : 3-A มาตรฐานคุณภาพสากลของอุตสาหกรรมอาหาร]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="size-full wp-image-6678 aligncenter" title="p" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/28-29-011.jpg" alt="" width="700" height="285" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #ff00ff;"><strong>Inside Food &amp; Beverage : 3-A มาตรฐานคุณภาพสากลของอุตสาหกรรมอาหาร</strong></span><br />
สวัสดีครับ ชาวกลุ่มเพื่อนวิศวกรทุกๆ ท่าน คอลัมน์นี้เป็นคอลัมน์ใหม่แกะกล่อง เพิ่งคลอดเป็นบทความแรกเลยนะครับ เราใช้ชื่อว่า “Inside Food &amp; Beverage” สำหรับบทความแรกก่อนที่เราจะเข้าเรื่องอาหารหรือเทคโนโลยีการผลิตอาหารต่างๆ ผมเชื่อว่ามีอยู่หนึ่งสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งเกี่ยวกับการผลิตอาหาร นั่นก็คือมาตรฐานคุณภาพอาหาร ลองนึกภาพตามดูสิครับ ถ้าอาหารนั้นผลิตได้ดี ผลิตได้เร็ว อร่อย แต่กลับมีสารปนเปื้อนก็คงจะไม่ดีไม่งามเป็นแน่แท้เลย ฉะนั้นผมจึงขอ Share เรื่องราวเกี่ยวกับมาตรฐานคุณภาพอุตสาหกรรมอาหารที่เป็นที่รู้จักกัน นั่นก็คือ 3-A เรามาดูกันว่า 3-A คืออะไร !!</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-6681 aligncenter" title="21-11-2555 14-49-20" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/21-11-2555-14-49-20.png" alt="" width="323" height="196" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>3-A หรือ 3-A Sanitary Standards, Inc. (3-A SSI) คือ เป็นองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหากำไร ซึ่งดำเนินการกำหนดมาตรฐานทางด้านสุขอนามัยของเครื่องจักรและอุปกรณ์แปรรูปอาหาร เครื่องดื่ม และยา ของประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อรับรองว่าเครื่องจักผลิตภัณฑ์นั้นมีได้รับการออกแบบอย่างถูกสุขลักษณะ เพื่อให้อาหารปลอดภัย<br />
<span style="color: #ff00ff;"><strong>ตัวอย่างของข้อกำหนดที่สำคัญๆ ได้แก่</strong></span><br />
1. พื้นผิวเครื่องจักรและอุปกรณ์ส่วนที่สัมผัสกับอาหาร ที่เลือกใช้เหมาะที่จะนำไปใช้ในกระบวนการผลิตอาหาร นม เครื่องดื่ม<br />
2. สอดคล้อง และสนับสนุน กับมาตรฐานคุณภาพ GMP HACCP และมาตรฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยอาหาร ไม่ก่อให้เกิดอันตรายในอาหาร ทั้งอันตรายทางชีวภาพ อันตรายทางเคมี และอันตรายทางกายภาพ<br />
3. ล้างทำความสะอาด การฆ่าเชื้อและให้ปลอดเชื้อได้ง่ายทั้งระบบ cleaning in place (CIP) และ cleaning of place (COP)<br />
ผู้ที่จะติดเครื่องหมาย 3-A ลงบนเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ได้นั้น ในขั้นต้นจะต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 9000 เสียก่อนจึงจะมีคุณสมบัติไปขอการรับรองมาตรฐาน 3-A ได้ ในขั้นตอนของการขอ 3-A ทางองค์การการจัดการและบริหารเครื่องหมายมาตรฐาน 3-A แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (3-A Sanitary Standard Inc.) จะส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบวัตถุดิบและกระบวนการผลิตเพื่อให้เป็นไปตามหลักการและมาตรฐานขององค์กรฯ ซึ่งองค์กรนี้จะประสานงานกับอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีชื่อ The International Association of Food Industry Supplier (IAFIS) เพื่อพิจารณาออกใบรับรองมาตรฐาน 3-A ให้กับผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ โดยผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองจะต้องถูกองค์กร 3-A เข้าตรวจสอบโรงงานและกระบวนการผลิตปีละครั้ง เพื่อให้คงมาตรฐาน 3-A ตลอดไป<br />
ตัวอย่างใบรับรองของบริษัทที่ได้รับรองมาตรฐาน 3-A ครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="size-large wp-image-6682 aligncenter" title="p" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/28-29-02-550x269.jpg" alt="" width="550" height="269" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานคุณภาพอาหาร 3-A นะครับ ยังมีอีกหลายข้อกำหนดที่เราไม่ได้กล่าวไว้ ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่อยากนำมาแชร์ในบทความนี้ ก็คือเนื้อวัสดุของเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ต้องสัมผัสอาหารในกระบวนการผลิต ในที่นี้ขอเน้นๆ ที่วัสดุที่ชื่อ สเตนเลส (Stainless)<br />
สเตนเลส (Stainless) คือ เหล็กกล้าไร้สนิม เป็นโลหะผสมที่นิยมใช้เพื่อเป็นวัสดุสร้างเครื่องจักรและอุปกรณ์แปรรูปอาหาร เนื่องจากมีความแข็งแรงทนทานและทนต่อการกัดกร่อน พื้นผิวสัมผัสกับอาหารได้ มีความปลอดภัยและถูกสุขลักษณะทำความสะอาดง่าย เป็นกลาง ไม่ทำปฏิกิริยากับอาหาร<br />
สเตนเลสมีส่วนผสมหลักคือโครเมียมซึ่งช่วยป้องกันการกัดกร่อน และนิกเกิลมีผลต่อความแข็งแรงของโครงสร้าง โครเมียมป้องกันการกัดกร่อนจากปฏิกิริยาการรวมตัวกับออกซิเจน (Oxidation) เป็นโครเมียมออกไซด์ (CrO2 หรือเรียกว่า Passive film) ซึ่งเป็นฟิล์มบางมาก ติดแน่นที่ผิวของเหล็กกล้า ถ้าฟิล์มนี้ถูกทำลายจากแรงกล สารเคมีหรือออกซิเจน จะถูกสร้างทดแทนขึ้นใหม่ด้วยตัวเอง เรามาดูกันว่าสเตนเลสที่เราใช้อยู่ในอุตสาหกรรมอาหารเป็นประจำ มีเกรดอย่างไรบ้าง ส่วนผสมเป็นอย่างไร และเกรดไหนผ่านมาตรฐานคุณภาพ 3-A บ้างครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="size-full wp-image-6683 aligncenter" title="p" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/28-29-021.jpg" alt="" width="741" height="341" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เกรดของสเตนเลส ส่วนประกอบหลัก การใช้งานในกระบวนการตามมาตรฐานคุณภาพ 3-A<br />
Cr Ni Mo<br />
304 18 9 3-A อนุญาตให้ใช้เฉพาะในส่วนสนับสนุน (utility) เช่น ท่อ (pipe) เหมาะสำหรับการใช้งานที่อุณหภูมิห้อง ที่ความดันบรรยากาศ pH อยู่ในช่วง 6.5 &#8211; 8.0 สามารถทนการกัดกร่อนของคลอรีน ความเข้มข้น ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อลิตร (ppm)<br />
316 17 10 2 3-A แนะนำให้ใช้เป็นพื้นผิวสัมผัสกับอาหาร สามารถทนอุณหภูมิได้สูงและอุณหภูมิต่ำได้มากกว่า และทนการกัดกร่อนของคลอรีนที่ความเข้มข้นสูงกว่าเกรด 304 ประมาณเท่าตัว ใช้เป็นวัสดุสำหรับเครื่องจักรอุปกรณ์แปรรูปอาหาร<br />
316L 18 14 3 แข็งแรง และทนการกัดกร่อนได้ดีกว่าเกรด 316 ปกติ<br />
ตารางที่ 1 : แสดงเกรดของสเตนเลสชนิดออสเทนนิติคที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ส่วนประกอบและลักษณะการใช้งาน</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/inside-food-beverage/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Photoelectric sensor</title>
		<link>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/photoelectric-sensor/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=photoelectric-sensor</link>
		<comments>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/photoelectric-sensor/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Nov 2012 07:35:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.engineerfriend.com/?p=6659</guid>
		<description><![CDATA[วิศวกรวัยรุ่นกับเรื่องปวดหัว เมื่อต้องเช็คของเหลวในขวด เป็นเรื่องที่มีการพูดคุยมายาวนาน สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มในเมืองไทย โดยกระบวนการผลิตเครื่องดื่มนั้น การบรรจุของเหลวลงในขวด ถือเป็นส่วนที่สำคัญในกระบวนการผลิต ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย โดยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่นำมาติดตั้ง ก็สามารถเลือกใช้ได้หลากหลายรูปแบบ หลายๆครั้ง ที่ผู้ใช้งานก็เกิดการสับสนเกี่ยวกับการเลือกใช้อุปกรณ์ตรวจจับน้ำในขวด ปัญหาต่างๆ จึงมักเกิดขึ้นจากการเลือกใช้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจ รวมไปถึงข้อจำกัดในการติดตั้ง เช่น พื้นที่ , อุณหภูมิ และ สภาพแวดล้อม เป็นต้น ดังนั้น จึงมีการออกแบบอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่มีโครงสร้างที่เหมาะสมต่อการใช้งานในหลายๆรูปแบบ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน สิ่งที่วัยรุ่นต้องรู้ อุปกรณ์ที่เรานิยมนำมาใช้เพื่อตรวจเช็คของเหลวในขวด โดยส่วนใหญ่ มีอยู่ 2 ประเภท คือ &#160; &#160; 1. Photoelectric sensor ใช้หลักการของแสงในการตรวจจับ สามารถติดตั้งได้ทั้งระยะใกล้ และไกล ขึ้นอยู่กับชนิดของ sensor เนื่องจากใช้แสงในการตรวจจับ จึงไม่ควรติดตั้งในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นมากๆ &#160; &#160; 2. Capacitive proximity sensor ใช้หลักการทำงานของคลื่นสนามแม่เหล็กในการตรวจจับ มีความแม่นยำในการตรวจจับสูง แต่ต้องติดตั้งใกล้ๆกับวัตถุที่ต้องการตรวจจับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-6660" title="Untitled-1" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled-12.jpg" alt="" width="720" height="250" /></p>
<p><strong><span style="color: #ff00ff;">วิศวกรวัยรุ่นกับเรื่องปวดหัว</span></strong></p>
<p>เมื่อต้องเช็คของเหลวในขวด<br />
เป็นเรื่องที่มีการพูดคุยมายาวนาน สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มในเมืองไทย โดยกระบวนการผลิตเครื่องดื่มนั้น การบรรจุของเหลวลงในขวด ถือเป็นส่วนที่สำคัญในกระบวนการผลิต ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย โดยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่นำมาติดตั้ง ก็สามารถเลือกใช้ได้หลากหลายรูปแบบ<br />
หลายๆครั้ง ที่ผู้ใช้งานก็เกิดการสับสนเกี่ยวกับการเลือกใช้อุปกรณ์ตรวจจับน้ำในขวด<br />
ปัญหาต่างๆ จึงมักเกิดขึ้นจากการเลือกใช้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจ รวมไปถึงข้อจำกัดในการติดตั้ง เช่น พื้นที่ , อุณหภูมิ และ สภาพแวดล้อม เป็นต้น<br />
ดังนั้น จึงมีการออกแบบอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่มีโครงสร้างที่เหมาะสมต่อการใช้งานในหลายๆรูปแบบ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน</p>
<p><strong><span style="color: #ff00ff;">สิ่งที่วัยรุ่นต้องรู้</span></strong></p>
<p>อุปกรณ์ที่เรานิยมนำมาใช้เพื่อตรวจเช็คของเหลวในขวด โดยส่วนใหญ่ มีอยู่ 2 ประเภท คือ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-6661" title="p" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/26-27-01-550x256.jpg" alt="" width="550" height="256" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #ff00ff;">1. Photoelectric sensor</span></strong><br />
ใช้หลักการของแสงในการตรวจจับ สามารถติดตั้งได้ทั้งระยะใกล้ และไกล ขึ้นอยู่กับชนิดของ sensor เนื่องจากใช้แสงในการตรวจจับ จึงไม่ควรติดตั้งในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นมากๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-6662" title="p" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/26-27-011-440x350.jpg" alt="" width="352" height="280" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #ff00ff;">2. Capacitive proximity sensor</span></strong><br />
ใช้หลักการทำงานของคลื่นสนามแม่เหล็กในการตรวจจับ มีความแม่นยำในการตรวจจับสูง แต่ต้องติดตั้งใกล้ๆกับวัตถุที่ต้องการตรวจจับ โดยปกติจะไม่เกิน 40 mm</p>
<p><strong><span style="color: #ff00ff;">เป็นวัยรุ่นต้องเลือกเซ็นเซอร์อย่างไร ?</span></strong></p>
<p>จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า Capacitive sensor จะทำงานได้แม่นยำ แต่ต้องใช้พื้นที่ในการติดตั้งค่อนข้างมาก ซึ่งโดยปกติบริเวณเครื่องจักรมักจะถูกจำกัดพื้นที่ในการติดตั้ง ดังนั้นการเลือกใช้ Capacitive sensor จึงคำนึงแค่เพียง ระยะติดตั้ง และ ขนาดของเซ็นเซอร์ ที่มีผลต่อพื้นที่ในการติดตั้งเท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #ff00ff;">ในส่วนของ Photo sensor การเลือกใช้งาน จะต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับชนิดของเซ็นเซอร์ ดังตัวอย่างต่อไปนี้</span></strong></p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-6663" title="p" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/26-27-02.jpg" alt="" width="781" height="491" /><br />
<span style="color: #ff00ff;"><strong>ทำอย่างไร วัยรุ่นไม่ปวดหัว ???</strong></p>
<p>     &#8211; ถ้ามีพื้นที่ติดตั้งมาก และสามารถติดใกล้กับวัตถุที่ต้องการตรวจจับได้ ให้เลือกใช้ Capacitive sensor<br />
     &#8211; ถ้าพื้นที่ติดตั้งไม่มี ต้องอาศัยติดตั้งจากภายนอกแล้ว ตรวจจับวัตถุจากระยะไกล ให้เลือกใช้ Photo sensor รุ่น QS30H2O</p>
<p><strong>ทำไมต้อง QS30H20 ???</strong><br />
<strong><img class="size-large wp-image-6668 aligncenter" title="p" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/26-207-02-436x350.jpg" alt="" width="436" height="350" /> </strong><br />
<strong> </strong><br />
      จากตัวอย่าง Photo Sensor ในข้างต้นหลายๆตัว เมื่อน้ำไปจับน้ำ จะประสบปัญหาการจับโดนขวดก่อนที่จะโดนน้ำ เช่นในกรณีต้องการจับน้ำเปล่าในขวดใส<br />
      QS30H2O เป็นเซ็นเซอร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อจับน้ำโดยเฉพาะ ซึ่งสามารถติดตั้งได้จากภายนอก โดยใช้การตรวจจับน้ำจากระยะไกล ซึ่งจะแตกต่างกับเซ็นเซอร์ปกติ ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับน้ำ ทำให้ไม่สามารถแยกแยะน้ำเปล่าที่มีลักษณะใส<br />
และขวดใสออกจากกันได้<br />
<img class="size-large wp-image-6669 aligncenter" title="p" src="http://www.engineerfriend.com/wp-content/uploads/2012/11/26-207-0002-358x350.jpg" alt="" width="358" height="350" /><br />
     นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์แบบอื่นๆอีกหลายประเภท ที่สามารถใช้เพื่อตรวจเช็คของเหลวได้ แต่ในฉบับนี้เราจะกล่าวถึงแต่อุปกรณ์ที่นิยมเท่านั้น<br />
      หวังว่า วัยรุ่นทุกท่านคงหายปวดหัวกันะครับ<br />
&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.engineerfriend.com/2012/articles/photoelectric-sensor/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
