น่ารู้ …. การซ่อมบำรุง Capacitor Bank

0

คาปาซิเตอร์แบงค์ คืออะไร ? และทำไมต้องติดตั้ง ?

คาปาซิเตอร์แบงค์ คืออุปกรณ์ที่จ่ายค่า Reactive power ให้กับอุปกรณ์ทางไฟฟ้าจำพวกขดลวด เช่นมอเตอร์ และหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่ง Reactive power ก็คือกำลังไฟฟ้าสูญเสีย (เสมือน) ไม่ได้นำมาใช้งานจริง แต่เวลาคิดค่าไฟเขาก็เอามาคิดด้วย จึงมีการชดเชยการสูญเสียโดยคาปาซิเตอร์แบงค์ช่วยให้ค่า Pf. สูงขึ้นอย่างน้อย 0.85 ตามกฏของการไฟฟ้า เพราะน้อยกว่านี้โดนปรับ

 

โรงงานหลายๆแห่งมีการติดตั้งคาปาซิเตอร์แบงค์ แต่ขั้นตอนที่สำคัญประจำปีคือการซ่อมบำรุง อะไรบ้างที่เราต้องตรวจสอบในขั้นตอนการซ่อมบำรุง EF ฉบับนี้มีคำตอบค่ะ

การตรวจสอบสภาพภายนอกเสมือนการวินิจฉัยขั้นต้น

  • จับตู้คาปาซิเตอร์แบงค์สักนิดว่าร้อนไหม จุดนี้จะบอกว่าในตู้นั้นมีการระบายความร้อนดีหรือไม่
  • ฟังเสียง มีเสียงครางของแมคเนติกส์คอนแทคเตอร์หรือเปล่า ถ้ามีสันนิฐานได้ว่า coil ไม่ดีหรือหน้าคอนแทคเสื่อม

การตรวจสอบภายนอกนั้นเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำอย่างง่ายในการดูอาการของคาปาซิเตอร์แบงค์

การตรวจสอบสภาพภายในขั้นตอนสำคัญที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

การเปิดตู้คาปาซิเตอร์แบงค์นั้นอันตรายอยู่มากกับผู้ซ่อมบำรุง ดังนั้นจึงควร Off-Main ตัวตัดวงจรของตู้คาปาซิเตอร์แบงค์ก่อน และการเลือกช่วงเวลาในการซ่อมบำรุงก็สำคัญ ควรหลีกเลี่ยงช่วง On-Load เพื่อไม่ให้โดนปรับจากการไฟฟ้า

จากนั้นต้องรออย่างน้อย 3 นาที เพื่อให้คาปาซิเตอร์คายประจุไฟฟ้าผ่านดิสชาสรีซีสเตอร์จนแรงดันลดลงต่ำกว่า 75 V และลองวัดคาปาซิเตอร์ด้วยมิเตอร์วัดแรงดันเพื่อตรวจสอบแรงดันว่ายังคงมีเหลือหรือไม่ ถ้าไม่มีให้ทำการตรวจสอบสภาพภายในได้เลย

 

รูป Specification ของ Capacitor ยี่ห้อ ICAR รายละเอียดที่ไฮไลท์แสดงเวลาการดิสชาส

  • ตรวจสอบฟิวส์ว่ามีขาดหรือไม่ ในแต่ละเฟส ซึ่งถ้าขาดสันนิฐานได้ว่า อาจมีปัญหาจากการเรโซแนนซ์ซึ่งเกิดจากการที่ฟิวส์ตัดวงจรก่อนที่คาปาซิเตอร์จะระเบิด การซ่อมบำรุงทำโดยการเปลี่ยนฟิวส์ที่ขาดใหม่
  •  ตรวจสอบสายไฟ ภายในตู้คาปาซิเตอร์แบงค์ทุกจุด เช่น สายไฟจากฟิวส์           คอนแทคเตอร์        ลูกคาปาซิเตอร์ ว่ามีสภาพปกติหรือไม่ ฉนวนละลายหรือไม่ เทอร์มินอลขันแน่นไหม ซึ่งถ้าขันไม่แน่นอาจเกิดปัญหาที่จุดต่อสายไฟไหม้ได้
  • ตรวจสอบคอนแทคเตอร์ว่าทำงานปกติตามฟังก์ชั่นหรือไม่ เช่น  On-Off ได้หรือเปล่า โดย จั้มสายไฟ AC มาทดสอบหน้าคอนแทคเตอร์ดู ถ้าบางตัวสามารถถอดหน้าคอนแทคเตอร์ได้ให้ถอดมาทำความสะอาดคราบเขม่า

เอ้ะๆ … คอนแทคเตอร์บางรุ่นจะมี Precharge resistor (มีไว้เพื่อไม่ให้กระแสเข้าคอนแทคเตอร์โดยตรง ยืดอายุการใช้งานของคอนแทคเตอร์และคาปาซิเตอร์)  ให้ตรวจสอบความหนาแน่นที่ต่อระหว่าง Precharge resistor กับหน้า เมนคอนแทคเตอร์ด้วย

  • ตรวจสอบคาปาซิเตอร์ โดยดูที่ขั้วต่อของคาปาซิเตอร์ว่าสายไฟแน่นหรือไม่ , รูปร่างของคาปาซิเตอร์บวมหรือไม่, นอตที่ยึดคาปาซิเตอร์ติดกับตู้แข็งแรงไหม และตรวจสอบคาปาซิเตอร์โดยเปิดเทอร์มินอลดูว่ามีรีซีสเตอร์ต่ออยู่หรือไม่ ตัวรีซีสเตอร์มีไว้สำหรับ ดิสชาสอุปกรณ์ เพื่อความปลอดภัยของอุปกรณ์และคน

ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนตรวจคุณสมบัติทางไฟฟ้าของคาปาซิเตอร์ ซึ่งทำได้ 2 แบบ คือ

  • การตรวจสอบแบบ Off-line ซึ่งทำได้โดยนำลูกคาปาซิเตอร์มาวัดค่าความเก็บประจุ ไมโครฟารัด (μF) ว่ายังคงตามพิกัดของตาราง Spec ของผู้ผลิตหรือไม่ วิธีนี้ปลอดภัยแต่ไม่เป็นที่นิยมค่ะ
  • การตรวจสอบแบบ On-line โดยวัดกระแสของคาปาซิเตอร์ด้วย คลิป-ออน มิเตอร์ (clip-on meter) ไปคล้องกับเฟสของคาปาซิเตอร์ ค่าที่อ่านได้จะเป็นกระแสเฟสของคาปาซิเตอร์ สามารถคำนวนและเปิดตารางได้ ค่ากระแสที่อ่านได้จะมีค่าที่อยู่ในช่วงระหว่าง -5% ถึง +10 % ของค่าที่คำนวนได้เป็นค่าคาปาซิเตอร์ใหม่ที่ยังไม่ใช้งาน ถ้าค่าที่อ่านได้ต่ำกว่า 10 % แสดงว่าค่าคาปาซิเตอร์เริ่มเสื่อม และต่ำจนค่า PF ลดลงเหลือ 0.85 ควรเปลี่ยนใหม่

 

 

 

 

ผู้เชี่ยวชาญในการผลิตคาปาซิเตอร์ จากประเทศอิตาลี่

เทคโนโลยีผลิตแผ่นฟิลม์แบบ Polypropylene ถูกออกแบบให้ความหนาของแผ่นฟิลม์มีความหนาเท่ากันทั้งผืน จึงทำให้ยืดอายุการใช้งานและรักษาค่า KVar ของ Capacitor  ให้คงที่

สารเคลือบสีดำที่เคลือบตัว Capacitor ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อระบายความร้อนได้ดี

มีรุ่นให้เลือกใช้หลากหลาย เช่น ที่แรงดันระดับต่างๆ  230, 400, 450, 480, 690,750, 800V  ที่ความถี่ 50 หรือ 60 Hz ครอบคุลมงาน LV ถึง MV

ยังมีชุดอุปกรณ์สำหรับแก้ปัญหาฮาร์มอนิกด้วย De-turning หรือ Active filter