กู้เร็ว ได้เปรียบ พลิกวิกฤตน้ำท่วมให้เป็นโอกาส

0

กู้เร็ว ได้เปรียบ พลิกวิกฤตน้ำท่วมให้เป็นโอกาส

 http://www.oknation.net/blog/monchai83/2011/12/18/entry-1

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าน้ำท่วมในปลายปี 2554 เป็นครั้งที่ร้ายแรงที่สุดในรอบ 50 ปี สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้กับภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ  กว่า  1.4 แสนล้านบาท แต่ในขณะเดียวกันเราก็สามารถจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสโดยการเพิ่มส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ได้เช่นกัน เรามาลองดูกันว่าจะมีวิธีทำอย่างไรบ้าง

 

Issue 1 อธิบาย – โดยปกติธุรกิจจะมีผลกำไรมีผลกำไรที่ได้จากการประกอบการ ซึ่งสามารถนำมาปันผลหรือลงทุนในธุรกิจนั้นๆ ได้…

Issue 2 อธิบาย – แต่ในขณะที่น้ำท่วม รายรับหยุดชะงัก แต่ที่ค่าใช้จ่ายที่เป็น Variable cost เช่น วัตถุดิบ ค่า OT ค่าน้ำค่าไฟ เป็นต้น ก็หยุดชะงักเช่นกัน อย่างไรก็ตามธุรกิจยังต้องจ่าย Fixed cost เช่น ค่าเช่า ค่าดอกเบี้ย และค่าแรงพนักงาน เป็นต้น

Issue 3 อธิบาย – ในขณะที่กู้โรงงาน รายรับยังหยุดชะงัก แต่จะมีรายจ่ายที่เป็นส่วนกู้โรงงานเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งถ้าอยากจะกู้โรงงานเร็วก็อาจจะต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการกู้โรงงาน (Recovery Cost) ที่สูงขึ้นด้วย

 

 

ในการกู้โรงงานจะมี 3 ปัจจัยหลักในการลงทุน เนื่องด้วยค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูโรงงานนั้นจะสูงขึ้นตามความรวดเร็วของกระบวนการกู้โรงงาน ซึ่งแทนที่จะรอการซ่อมก็จะเป็นการซื้อใหม่หรือเปลี่ยนอุปกรณ์แทน ดังนั้นเราจึงควรจะต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าในการลงทุนด้วย (Return on Investment : ROI) ถ้าหากเราดูจากอุปสงค์หรืออุปทาน(Demand/Supply) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 แล้วประเมินความคุ้มค่าในการลงทุน โดยที่ยังต้องคำนึงถึงส่วนแบ่งตลาด(Market Share)

ถ้าหากเรามุ่งเน้นแต่การส่งมอบสินค้าให้กับกลุ่มลูกค้าเดิมที่มีอยู่ก็จะเป็นส่วนแบ่งตลาดเดิม ในขณะที่เราฟื้นฟูช้าและไม่สามารถส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าเดิมได้ ลูกค้าก็จะไปซื้อกับคู่แข่ง ซึ่งเป็นการสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะเป็นการซื้อครั้งแรกหรือเป็นการเปิด Vendor ใหม่เพื่อรองรับความต้องการ ทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้คู่แข่งเข้ามาขายสินค้าให้กับลูกค้าในอนาคต

ในทางตรงกันข้ามถ้าทางบริษัทพร้อมที่จะส่งมอบสินค้าได้รวดเร็วกว่า ทั้งนี้เราจึงควรศึกษาถึงความคุ้มค่าในการลงทุนเพื่อให้ได้ส่วนแบ่งทางการตลาดเพื่อใช้ในการตัดสินใจกู้โรงงานในครั้งนี้

แล้วเราจะกู้โรงงาน “ให้เร็วที่สุด” ทำอย่างไร

หลังจากที่เราประเมินความคุ้มค่าในการกู้โรงงานแล้ว เราจะสามารถแบ่งส่วนของการกู้ได้ 2 ส่วน คือ

 

 

 
1.ระบบไฟฟ้า (Utility) – ในแต่ละโรงงานมีระบบต่างๆ ที่ต้องใช้ไฟฟ้าในการทำงาน ซึ่งจะประกอบด้วยElectricity, Hydraulic Power, Pneumatic Power, HVAC, Water Supply
•Electricity
-ระบบจ่ายไฟฟ้าได้ (Distribution) ซึ่งจะมีอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องคือ สวิตช์และคอนแทคต่างๆ
-ระบบป้องกันไฟฟ้า (Protection) ได้ เช่น ป้องกันไฟรั่ว ป้องกันไฟโหลดมากเกินไปหรือน้อยเกินไป
-ระบบความเป็นฉนวน (Insulation) ซึ่งทางโรงงานควรจะมีฝ่ายตรวจสอบและติดตามคุณภาพของไฟฟ้า เช่น ค่า Voltage/Current, PF/Frequency, Over/Under
-ระบบติดตามคุณภาพของไฟฟ้า (Monitoring) เพื่อตรวจสอบว่าไฟฟ้าที่ใช้อยู่นั้นมีคุณภาพดีหรือไม่ ซึ่งอาจจะดูได้จาก voltage/current, PF/Frequency, Over/Under
จากการตรวจสอบทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้มั่นใจว่าไฟฟ้าที่จะจ่ายให้ใช้ภายในโรงงานมีคุณภาพ และมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน ไม่ให้เกิดปัญหาต่อเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ต่างๆ ในภายหลัง
 

 


2.เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ (Machinery ) – ในโรงงานส่วนใหญ่มีเครื่องจักรจำนวนมาก ซึ่งการกู้เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะฟื้นฟูกำลังการผลิตให้กลับคืนมา โดยมีขั้นตอนการตรวจสอบดังต่อไปนี้
•เครื่องจักรต้องแห้ง : แยกชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อตรวจสอบว่าเสสียหรือไม่จากการช็อตหรือการขึ้นสนิมหรือความสกปรกที่เกิดจากน้ำท่วม
•ถ้าหากเครื่องจักรสะอาดและแห้งแล้ว เราสามารถนำมาทดสอบโดนเปิดเครื่องเทสต์ระบบไฟ (ปุ่ม ON) ถ้าไฟติดแสดงว่าใช้งานได้ แต่หากไฟไม่ติดก็ต้องหาสาเหตุว่ามาจากการช็อตหรือเบรคเกอร์มีปัญหา(ฟิวส์ขาด)
•เมื่อเราทราบสาเหตุและแก้ไขได้แล้วก็ต้องนำมาทดสอบใหม่อีกครั้ง