ผลกระทบต่ออุตสหกรรมยานยนต์หลังสึนามิ

0

sunami
sunami

เมื่อต้นปี 2554 กระต่ายทองได้ออกตัวแรงในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่น่าสนใจและมีแนวโน้มการเจริญเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศไทย ด้วยความต้องการที่มีอยู่มากและมีกำลังการผลิตที่มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมในไทย โดยเฉพาะคอนเซปต์อีโคคาร์ที่มาแรงมากในปีนี้ แต่โศกนาฎกรรมแผ่นดินไหวและซึนามิ แถมยังมีกัมมันตภาพรังสีที่รั่วไหลจากเตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์ ซึ่งเหตุการณ์นี้มีผลกระทบโดยตรงต่อภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ที่มีบริษัทญี่ปุ่นใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก ในนิตยสารเพื่อนวิศกรฉบับนี้ เราจะมาอัพเดทข่าวสารและวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์นี้ว่าเจ้ากระต่ายน้อยจะนอนหลับไหลอีกนาน หรือจะตื่นขึ้นมาวิ่งแซงเต่าในอุตสาหกรรมอื่น แล้วเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 ในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่ ?

ตั้งแต่ซึนามิจนถึงบัดนี้ ประเทศญี่ปุ่นยังไม่สามารถสรุปสถานการณ์นี้ได้ เนื่องจากสถานการณ์ที่ยังยืดเยื้ออยู่ โดยผู้ผลิตในประเทศไทยยังคงต้องอาศัยชิ้นส่วนที่เป็นเซฟตี้สต๊อคมาใช้ ซึ่งต้องประเมินสถานการณ์วันต่อวัน เพื่อปรับแผนการผลิตและยังมีปัญหาเรื่องการทดสอบตามมาตรฐานที่มีความล่าช้า ทั้งยังต้องมีเรื่องของเงินหมุนเวียน (Cash Flow) ของบริษัทผู้ผลิตอีกด้วย

ผู้ประกอบการค่ายญี่ปุ่นกว่า 12 รายที่อยู่ในประเทศไทย สรุปถึงผลกระทบจากซึนามิที่ทำให้กำลังการผลิตต้องถูกปรับลดลงเหลือเพียง 50 % ของที่ประเมินไว้ในตอนต้น และการส่งมอบรถมีความล่าช้าอย่างมาก รวมถึงมีการปรับลดเวลาการผลิตเพื่อลดค่าล่วงเวลา(O.T – Over Time) เพื่อประคองการผลิตและรักษาพนักงานไว้ให้อยู่ในอุตสาหกรรม ในรถยนต์ที่มีการใช้ชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นมีปัญหาการขาดสต๊อคในระยะหนึ่ง ได้แก่ 1. ชิ้นส่วนครบชุดสมบูรณ์หรือ CKD set ของรถบรรทุก 2. ชิ้นส่วนอิเลคทรอนิคในรถยนต์ และ 3. ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่าชิ้นส่วนรถยนต์ของญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากภัยซึนามิมากที่สุดนั้นคือรถเก๋ง เพราะนำเข้าชิ้นส่วนสูงถึง 50 % ทำให้รายได้หายไปประมาณ 75,000 ล้านบาท ทำให้การผลิตในช่วงครึ่งปีแรกต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ แต่คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลัง เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทางบริษัทจะเร่งเดินเครื่องการผลิตได้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายแผนการผลิตที่ 1.8 ล้านคันในปีนี้

ณ ปัจจุบันนี้ ค่ายรถยนต์ต่างๆ ได้เริ่มปรับตัวและยืนยันว่าเริ่มมีชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นทยอยเข้ามาในไทยแล้ว เนื่องจากผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ส่วนใหญ่ไม่ได้เสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและซึนามิโดยตรง อีโคคาร์ได้รับผลกระทบในการผลิตน้อยที่สุดเพราะใช้ชิ้นส่วนในไทยมากถึง 90 %  ซึ่งต่างจากรถขนาดใหญ่

ล่าสุดไทยซึ่งเป็นฐานการผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นในต่างประเทศรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากอเมริกา โดยเป็นแหล่งรองรับการความต้องการในตลาดอาเซียนที่มีความต้องการรถยนต์ประมาณ 2-3 ล้านคันต่อปี โดยปริมาณทั้งหมดนี้ค่ายญี่ปุ่นมีสัดส่วนการตลาดมากถึง 80 %

ถึงยังไงวิกฤตนี้ก็อาจจะเป็นโอกาสในอนาคตที่จะมีผู้ผลิตชิ้นส่วนเข้ามาในไทยมากยิ่งขึ้นเพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ของค่ายญี่ปุ่นที่มุ่งเน้นการส่งออกไปในอาเซียนและตลาดในไทยที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ภาคเอกชนญี่ปุ่นหลายองค์กรยังคงยืนยันที่จะเข้ามาลงทุนในไทยตามแผนการเดิม และผลักดันให้ไทยเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สุดสู่อันดับ 10 ของโลกในปี 2558 หรือมียอดการผลิตที่ 2.5 ล้านคัน  โดยปัจจุบันไทยนั้นอยู่อันดับที่ 12 – 13 ของโลกและมียอดการผลิตที่ 1.6 ล้านคัน

ส่วนผลิตภัณฑ์ที่จะผลักดันให้ไทยไปสู่เป้าหมายนั้นคือ อีโคคาร์ ที่คาดว่าไทยจะสามารถผลิตได้ 200,000 คันภายในปีนี้ และจะเพิ่มเป็น 700,000 คัน ภายในปี 2558  ล่าสุดมีนิสสันมาร์ชและฮอนด้าบริโอ้ที่ออกมาให้คนไทยได้ชื่นชมกัน

ถึงแม้ว่าวิกฤต ณ ปัจจุบันจะส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมยานยนต์อยู่มาก แต่คาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้กำลังการผลิตจะกลับมาเหมือนเดิม และด้วยความต้องการที่มีอย่างต่อเนื่องของตลาดในประเทศและตลาดในอาเซียนจะส่งผลให้ประเทศไทยผลิตและประกอบรถยนต์มากขึ้นจนสามารถก้าวไปสู่เป้าหมายผู้ผลิตอันดับ 10 ของโลกตามที่คาดหวังไว้ ทั้งนี้ทั้งนั้นยังคงต้องจับตาดูต่อไปว่าในปีกระต่ายทอง เจ้ากระต่ายน้อยจะวิ่งเข้าหาเส้นชัยตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่?